-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทศกัณฐ์ลิขิต


            “เจอกันครั้งแรกเขาเรียกพรหมลิขิต เจอกันครั้งที่สองเขาเรียกบังเอิญ...”
            เปล่า... ผมไม่ได้พิมพ์ผิด นั่นคือประโยคก็อปปี้จากภาพยนตร์รักที่ออกจากปากของเพื่อนผม เพื่อนที่ชอบสรรหาถ้อยคำเนี้ยบๆ คมๆ มาพูดให้บาดหูคนอื่นเล่น (บางครั้งก็คมไม่พอ บาดไปก็ไม่เข้า กลายเป็นแผลถลอก) แต่คราวนี้มันก็อปปี้ไม่แนบเนียนเลยมีการสลับที่ระหว่าง “พรหมลิขิต” กับ “บังเอิญ”
            “แบบนี้กูขึ้นรถเมล์ที ก็เจอพรหมลิขิตทั้งคันเลยดิวะ” ใครคนหนึ่งโพล่งออกมาให้เจ้าของประโยคขายหน้าด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก้อนใหญ่ ก่อนผมจะแก้ต่างให้
            “เจอกันครั้งแรกเรียกบังเอิญ เจอกันครั้งที่สองเรียกพรหมลิขิตโว้ย!

            ผมไม่ได้ชอบหรือศรัทธาประโยคนั้นเป็นพิเศษ แต่ฟังดูแล้วก็เข้าท่าดี เผื่อว่าได้เจอคนที่ถูกใจเป็นครั้งที่สอง จะลองนำไปใช้ดูว่าได้เรื่องหรือได้เลือด
            จากประโยคเบื้องต้น พรหมลิขิตของการเจอกันครั้งที่สองน่าจะหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมีความน่าจะเป็นเพียงน้อยนิด โลกนี้มีประชากรกว่าหกพันล้านคน การพบหน้าคนๆ เดียวกัน (ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ร่วมโรงเรียน ร่วมหอลงโรง ฯลฯ) ถึงสองครั้งในชีวิต ว่ากันตามหลักการ (แบบโง่ๆ) โอกาสคือหนึ่งในหกพันล้านยกกำลังสอง ช่างกระจ้อยร่อยจนแทบเป็นไปไม่ได้ จึงไม่แปลกที่จะอนุมานไปว่ามี “บางอย่าง” ที่บันดาลชักพา และดลให้มาพบกันทันใด
            แต่แล้ว...
            วันหนึ่งขณะรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย ผมพบหญิงสาวคนหนึ่ง เธอผิวขาว ตัวเล็ก ใส่แว่นกรอบใหญ่ อายุมากกว่าผมเล็กน้อย เราขึ้นรถเมล์คันเดียวกัน รุ่งขึ้น ผมไปที่ป้ายรถเมล์ในเวลาเดิม ผมเจอเธออีกครั้ง เราสองสบตา แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกจั๊กจี้หัวใจแต่อย่างไร นึกถึงประโยคที่เพื่อนพูดก็พลางรู้สึกว่า "พรหมลิขิตนี่ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยนะ"
            พอถึงวันที่สามผมจึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของพระเจ้าหรือพรหมลิขิตอะไรหรอก เพราะผมเจอเธออีกครั้งในที่เก่าเวลาเดิม วันที่สี่หรือห้าผมก็ยังเจอเธออีกจนกลายเป็นเรื่องปกติ วันไหนที่ไม่เจอจะรู้สึกมหัศจรรย์กว่า เพราะชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่บังคับทำให้ผมต้องพบเธอตรงนั้นในเวลาเดิมอยู่ทุกวัน หาใช่ความปรารถนาของกามเทพ
            การเปรียบเทียบระหว่างความบังเอิญและพรหมลิขิต ทำให้สองสิ่งถูกแยกจากกันทั้งที่ผมรู้สึกว่ามันคือเรื่องเดียวกัน แต่ใครสักคนก็อาจแย้งว่าพรหมลิขิตคือโชคชะตาที่ถูกขีดเส้นไว้แล้วด้วยอะไรบางอย่าง ก่อให้เกิดความรักความสวยงาม และอื่นๆ อีกมากมาย ฯลฯ บลาๆ ส่วนบังเอิญก็คือ...บังเอิญไง
            เพื่อนผมเรียกการเจอกันครั้งที่สองว่าพรหมลิขิต (เพราะมันเชื่อที่หนังพูด) หากเช่นนั้นผมจะเรียกการเจอกันครั้งที่สาม สี่ ห้า ว่าอะไรดี พระพรหมมี 4 หน้า มากกว่านั้นก็คงเป็น... ทศกัณฑ์ซึ่งมี 10 หน้า ใช่แล้ว! นี่คือ “ทศกัณฐ์ลิขิต”... ฟังดูไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไร
            บางทีอาจไม่ต้องรอถึงสองครั้ง สมมติถึงหญิงสาวคนหนึ่ง และชายหนุ่มรูปงาม เพียงแรกพบเธอสบตาเขาก็รู้สึกซาบซ่า ดังสวรรค์บันดาลคู่ใจมาให้ เธอเรียกสิ่งนั้นว่าพรหมลิขิต แต่โชคไม่ดีที่เขาไม่ลิขิตด้วย และเรียกสิ่งนั้นอย่างเลือดเย็นว่าความบังเอิญ
            บางคู่รู้จักกันตั้งแต่ยังเป็นเฟรชชี่ พอใกล้สิ้นสุดปี 4 กามเทพเพิ่งนึกได้ว่าต้องแผลงศร ฉากรักจบลงเอยสวยงามในตอนท้าย เราอาจเรียกสิ่งนั้นว่าการเรียนรู้ที่ยาวนาน แต่พวกเขาเรียกมันว่าพรหมลิขิต
            บางคนเลิกรานับสิบ สุดท้ายเจอตัวจริงของหัวใจ เราเรียกสิ่งนั้นว่าการคัดเลือก แต่เขาก็ยืนยันว่าพรหมลิขิต         
            บางวันเราเจอคนที่ชอบโดยไม่นัดหมาย ยังไม่ทันเอ่ยปากทักทาย เธอบอก “บังเอิญจังนะ...” ทั้งที่ใจเราบอก “แม่งพรหมลิขิตชัดๆ”
            ดังนั้นต่อให้เป็นคำเดียวกัน แต่เมื่อถูกใส่ในกล่องความรู้สึกคนละใบ คุณค่า น้ำหนัก และความหมายก็เปลี่ยนไป
            อาจไม่สำคัญว่าเราจะเจอกันกี่ครั้ง นี่เป็นครั้งที่เท่าไร เป็นพรหมลิขิตหรือความบังเอิญ แต่สำคัญว่าเมื่อพบกันแล้ว สบตากันแล้ว รู้จักกันแล้ว เรารู้สึกต่อกันอย่างไร บางคนอาจรู้สึกช้า บางคนอาจรู้สึกเร็ว และบางคนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีใครควบคุมมันได้ แม้แต่เจ้าของ
            พระเจ้าอาจมีจริง กามเทพอาจมีตัวตน และกำลังวางแผนให้เราพบรักกับใครสักคนในวันพรุ่งนี้ แต่จะสำคัญอะไรถ้าเราอยากจะรักคนในวันนี้
            พจนานุกรมออนไลน์ (Longdo) ยกตัวอย่างประโยคของ “พรหมลิขิต” ว่า “ผู้กล่าวว่าชีวิตมนุษย์สุดแล้วแต่พรหมลิขิตเป็นการกล่าวแก้ตัวของคนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิต” บางทีผมอาจบอกเพื่อนให้เลิกเก็บคำคมจากภาพยนตร์แล้วเปิดพจนานุกรมออนไลน์แทน

          “เจอกันครั้งแรกเรียกอะไรนะ...” วันหนึ่งเพื่อนถามผมเมื่อมันอยากรื้อฟื้นคำคมที่จำไม่ได้
            “บังเอิญ”
            “แล้วครั้งที่สองล่ะ”
            “ก็บังเอิญ”
            “ใช่เหรอวะ... แล้วถ้าครั้งที่สามล่ะ” นี่เป็นตัวอย่างของคนที่พยายามเรียกหาพรหมลิขิต
            ผมมองหน้าเพื่อน ขมวดคิ้วและยิ้ม ก่อนตอบคำถาม
            “แปลว่าบ้านเขาอยู่แถวนั้น”


คาเมะคุง
29/ 12 / 2555
วันเกือบสิ้นปีที่ยังเฝ้ารอพรหมลิขิตอยู่

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สินค้าปลอดภัย


            ผมเคยรับงานพิเศษไปนั่งเฝ้าร้านขายหนังสือในอีเว็นท์ของสำนักพิมพ์ดังแห่งหนึ่ง จำนวนคนไม่มากมาย แต่ไม่ถึงเงียบเหงา หนังสือมากหน้าหลายปกรายเรียงเบื้องหน้า บางคนเดินผ่านไป บ้างชำเลืองมอง และหลายคนเข้ามาหยิบจับ สัมผัสกระดาษ จนถึงควักกระเป๋าซื้อ
            เคยมีประสบการณ์เฝ้าร้านขายของมาก่อนหน้าอยู่บ้าง แต่ความรู้สึก “หวงสินค้า” นั้นเปลี่ยนไปเมื่อมานั่งหลังแผงขายหนังสือ
            ระหว่างที่หน้าร้านกำลังเหงา ชายค่อนข้างสูงวัยค่อยๆ ย่างเข้ามา กวาดตาดูหน้าปก และหยิบเล่มที่เขาต้องใจขึ้นเปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรก
            เป็นเวลาพอสมควรที่วรรณกรรมเล่มนั้นอยู่ในมือเขา หากนี่ไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่เป็นร้านขายโทรศัพท์ หรือเครื่องปรับอากาศ การที่ลุงคนหนึ่งซึ่งไม่ได้แต่งกายเรี่ยมเร้เรไรยืนทดสอบสินค้าอยู่นานอย่างไม่วางมือ อาจสร้างความร้อนผ่าวขึ้นในใจเจ้าของกิจการได้
            แต่ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้น... ทำไม?
           
            มหกรรมหนังสือแห่งชาติ น่าจะอนุมานได้กลายๆ ว่าเป็นมหกรรมคนอ่านหนังสือแห่งชาติด้วย เพราะในที่แห่งนั้น ไม่ว่าจำนวนหนังสือ หรือจำนวนหนังศีรษะก็มีมากมายไม่แพ้กัน บางช่วงบางจังหวะ มวลชนล้นหลาม อัดแน่นจนต้องยอมลดความรังเกียจสัมผัสจากผู้อื่นลง แล้วเบียดเสียด แทรกสอดตัวไปตามทางเดิน มุดตัวไปยังหน้าร้านหนังสือที่ต้องการ
            เคยมีคนกล่าวว่าคนไทยไม่ใฝ่การอ่านหนังสือ ผมเห็นสภาพของงานนี้ทีไร ก็อยากยื่นมือขวาไปข้างหน้า แบยันออกแล้วบอกว่า “ไม่จริง”
            ทางเข้างาน ปรากฏป้ายเตือนให้ระวังมิจฉาชีพ เป็นการเตือนให้ระวังทรัพย์สินของตนเอง ที่เป็นผู้มาร่วมงาน
            แต่ไม่เคยเห็นการเตือนร้านหนังสือต่างๆ ว่าระวังสินค้าถูกขโมย
            ในทุกพื้นที่ แต่ละร้าน แต่ละบูธ ผู้คนล้อมรุมสินค้า บ้างหยิบจับ สัมผัสเนื้อกระดาษ บ้างเปิดอ่านเนื้อใน บ้างจดจ่อเข้าไปในตัวหนังสือแล้ว แต่เจ้าของร้าน หรืออาจจะเด็กรับจ้างเฝ้าร้าน ก็เพลิดเพลินกับการแนะนำสินค้า คิดเงิน หรือบ้างก็ยืนยิ้มให้กับลูกค้า ไม่ค่อยเห็นความระแวดระวัง หรือกลัวว่าสินค้าจะถูกขโมยไปเลย
            ในโลกทุนนิยม ทุกอย่างย่อมแลกเปลี่ยนได้ด้วยเงินตรา และทุกสิ่งที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นย่อมมีค่า มีราคา เป็นกิเลสของคนบางกลุ่ม
            บางครั้งก็เป็นกิเลสจนทำให้คนผิดศีลข้อสอง
            แน่นอน หนังสือ วรรณกรรม มีคุณค่า และมีราคา มีค่าตอบแทนนักเขียน มีค่าดำเนินการผลิต บรรณาธิกร ขนส่ง ฯลฯ
            แต่แปลกที่เราไม่ค่อยเห็นโจรขโมยหนังสือเท่าไร
            การลักขโมย น่าจะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์สองทาง หนึ่ง ขโมยเพื่อไปขาย และขโมยเพื่อใช้เอง
            นั่นอาจเป็นเหตุผลเบื้องต้นของการที่หนังสือไม่หายไปจากชั้นแบบหน้าตาเฉย
            เพราะหากจะขโมยไปขาย หนังสือก็ดูเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีราคาสูงนัก หรือหากจะให้สูง ก็ต้องหลายเล่ม ซึ่งหนังสือแต่ละเล่ม ยิ่งราคาสูง ก็ยิ่งเป็นขนาดหนา หนัก การลักขโมยหนังสือไปขายเป็นจำนวนมากไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีของผู้มีจิตรักสะดวก อยากรวยวิธีลัด
            นอกจากนี้หนังสือต่างๆ มากมาย ก็ปรากฏหน้าตาบนชั้นวางของร้านหนังสืออยู่ทั่วไป ไม่จำเป็นที่นักอ่านจะต้องไปตามซื้อหนังสือจากโจร ตลาดหนังสือถูกขโมยจึงไม่น่าจะอยู่ได้
            หรือหากตั้งใจขโมยไปใช้เอง การใช้ประโยชน์ของหนังสือโดยตรง ก็เป็นไปได้ทางเดียวคือเพื่อการอ่าน ผม รวมทั้งน่าจะคนอื่นๆ หลายคน คิดว่าผู้ที่มีใจจะอ่านหนังสือ หรือเป็นนักอ่านหนังสือ ย่อมเป็นผู้ที่มีหัวคิด และมีสามัญสำนึกที่ได้รับปลูกฝังจากตัวอักษรดีๆ ให้ไม่เป็นคนลักขโมย
            มีเรื่องเล่าที่อาจจะตลก หรือเศร้า ได้ในเวลาเดียวกัน... ดังนี้
            ในการชุมนุมทางการเมืองของประเทศหนึ่ง (ขออนุญาตปกปิดชื่อประเทศ) มวลชนนับหมื่นนับแสนรวมตัวประท้วง เกิดความวุ่นวายใจกลางเมืองหลวง อาคารห้างสรรพสินค้าถูกเผาทำลายย่อยยับ ผู้คนปิดร้าน หลบหนีภัยคุกคาม ร้านค้าต่างๆ ถูกขโมยสินค้ามากมาย
            แต่อัศจรรย์! จนต้องใส่อัศเจรีย์ สินค้าชนิดหนึ่งยังคงวางเรียงเต็มชั้น อย่างปลอดภัย... ด้วยเหตุผลที่ได้เสนอไปเบื้องต้นนั่นเอง
            ดังนั้น หนังสือจึงเป็นสินค้าศักดิ์สิทธิที่มักจะปลอดภัยจากมิจฉาชีพ แต่ในขณะหนึ่งก็มีมูลค่าพอสมควร ซึ่งเป็นคุณค่าที่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นรับรู้ และยอมควักเงินแลกเพื่อให้ได้มา โชคดีที่คนกลุ่มนี้ มักไม่มีนิสัยขี้ขโมย
            แม้ยุคนี้วรรณกรรมโลกไซเบอร์จะกำลังเฟื่องฟู หนังสือดิจิทัลมีมากมายให้เลือกซื้อ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ บวกกับค่านิยมผิดๆ ของคนไทยที่มักคิดว่า อะไรก็ตามที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตจะต้อง “ฟรี” ได้ ยังปักรากแข็งแรงอยู่ในวัฒนธรรม แต่ผมก็เชื่อว่าเราจะไม่เจอปัญหาการโหลดไฟล์หนังสือเถื่อนมาอ่านฟรีๆ มากเท่าที่เจอกับ เพลง ภาพยนตร์ หรือเกม ด้วยเหตุผลที่ว่า “คนอ่านหนังสือ (ที่ดี) มักไม่ขี้ขโมย”
            หากพูดกันในเชิงตลาด หนังสือน่าจะเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าซื้อขายได้พอสมควร และน่าจะเป็นธุรกิจที่ปลอดภัย ไร้มิจฉาชีพ
            หากเราไม่นับว่าคนที่มายืนอ่านฟรีๆ เป็นการขโมยอ่าน น่ะนะ...
            หนังสือคือสินค้า ตราบที่ยังไม่หายไปจากร้าน แม้ความรู้ เนื้อหาด้านในจะถูกดูดไปสู่สมองของผู้อ่าน ที่อาจมายืนอ่านฟรีๆ โดยไม่จ่ายเงินก็ตาม
            ในฐานะเจ้าของหนังสือ ผมควรดีใจที่หนังสือต่างๆ เหล่านี้ได้ทำประโยชน์ด้วยตัวมันเอง แม้จะไม่ทำประโยชน์ด้านการเงินให้กับธุรกิจก็เถอะ
            เปล่า... ผมไม่ได้แขวะลุงคนเดิม ที่ยังคงยืนอ่านอย่าตั้งหน้าตั้งตา และน่าจะตั้งใจ บางทีปัญหาด้านการอ่านของคนประเทศนี้ อาจไม่ใช่การไม่อยากอ่าน ทว่าเป็นการอยากอ่าน แต่ไม่อยากซื้อ
            นั่งเฝ้าร้านอยู่นาน ก็เกิดการอยากทำธุระส่วนตัว ผมจึงวานให้ลุงที่กำลังอ่านหนังสืออย่างเอาจริงเอาจังราวกับได้ซื้อไปเป็นของตัวเองแล้ว เฝ้าร้านให้ ผมยังคงเชื่อในข้อที่ว่า คนอ่านหนังสือ ไม่ขี้ขโมย เชื่อถึงขนาดที่สามารถวางใจ วางกระเป๋าส่วนตัวทิ้งไว้ที่ร้านได้
            “ลุง ผมไปห้องน้ำเดี๋ยวนะ ดูร้านกับกระเป๋าให้ด้วย”
            ลุงทำหน้าเหรอหราราวกับถูกปลุกจากภวังค์แห่งตัวอักษร แล้วพยักหน้าหงึกๆ
            เดินกลับมา ลุงหายไปแล้ว แต่ตามคาด หนังสือไม่หาย และกระเป๋าก็ยังอยู่
            ผมเปิดกระเป๋าดู
            เงินหายเกลี้ยง!



คาเมะคุง
20 ต.ค.55 วันที่มหกรรมหนังสือเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

รักธรรมนูญ


            มีสองคำถาม
            หนึ่ง จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ที่ทำให้เรา หวนนึกถึงห้วงเวลาในวัยเยาว์
            สอง เมื่อ พบคู่รักสองคนที่รักกันมาก เราจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
            ข้อหนึ่งคำตอบอาจเป็นไปได้หลายทาง เจออาจารย์เก่า กลับไปโรงเรียนเก่า เจอเหตุการณ์คึกคะนองที่ทำให้นึกถึงตอนมัธยม เช่นการแอบปีนดูห้องน้ำหญิง (ผมไม่เคยทำนะครับ แต่เคยคิดหรือเปล่าจำไม่ได้)
            ส่วนคำตอบของข้อสองดูจะแคบกว่า อย่างมากก็ยินดีด้วย หรืออิจฉาตาร้อนลุก
            น่าแปลกที่คำตอบข้อหนึ่งของผม คือข้อสอง และคำตอบของข้อสอง คือข้อหนึ่ง
            อย่าเพิ่ง งง ครับ (ต้องเว้นวรรคเดี๋ยวจะยิ่ง งง ไปกันใหญ่) สรุปก็คือสองข้อนั้นมันเป็นคำตอบของกันและกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เอียงคอเข้ามา จะเล่าให้ฟัง
            เย็นย่ำของวันหนึ่ง ในหมู่ชนอันเร่งรีบ เท้าหลายคู่สาวฉับไวเพื่อลงจากสถานีรถไฟฟ้า บ้างเพื่อตามรถเมล์ที่กำลังจะออกจากป้าย นอกจากก้าวย่างของผมที่เนิบนาบกว่าคนอื่นแล้ว สายตาที่ควรจะเพ่งไปยังจุดหมายเบื้องหน้าก็กลับสอดส่ายมองสิ่งรอบข้างอย่างอภิรมย์
            เพียงเห็นด้านหลังของเขาทั้งสอง (ผมหมายถึงเขาที่เป็นสรรพนาม ไม่ใช่คำนาม ไม่น่ามีสัตว์จำพวกนั้นเดินอยู่บนบาทวิถีของเมืองกรุงได้) ภาพในวัยเด็กก็โลดแล่นสู่ประสาทสมอง ไม่ถึงกับเด็กแบเบาะ เป็นกึ่งเด็กกึ่งวัยรุ่น น่าจะประมาณ ม.3 ได้
            มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่าเขาทั้งสองคบหากัน
            ฝ่ายชายอยู่ห้องเดียวกับผมตอนมัธยมปลาย ส่วนฝ่ายหญิงนั้นรู้จักเพียงชื่อแซ่ (แต่ชื่อจริงไม่รู้จัก... ผมล้อเล่น) หลังจบมัธยมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย ฝ่ายชายแยกไป ส่วนฝ่ายหญิงอยู่รั้วเดียวกับผม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้จักเธอมากขึ้นนัก เพียงแต่ไม่เคยได้ข่าว หรือพบเห็นเธอเดินกับชายอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนเก่าผมเลย
            เขาและเธอก้าวขึ้นรถเมล์ไปพร้อมกันด้วยท่าทีสนิทสนมเช่นคนรัก ภาพนั้นนอกจากทำให้หวนนึกถึงอดีตแล้ว ยังอาจทำให้ผมคาดหวังไปถึงอนาคตของพวกเขาด้วย
            ในโลกที่บางครั้งก็หมุนด้วยความรัก บางครั้งก็ความไม่รัก มีคนสร้างทฤษฎี กฎเกณฑ์ ระเบียบ วาทกรรม และ ฯลฯ มากมายสำหรับแรงผลักเหล่านั้น ใครจะเชื่อว่าเด็กน้อยสองคนที่ชอบกันตั้งแต่มัธยมต้น จะรักกันยาวจนถึงวันที่พวกเขาเดินเท้าเข้าไปสมัครงานตามบริษัท
            หากว่ากันตามกระแสสังคม พวกเขาคงได้แต่งงานกัน
            ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม เมื่อครั้งเยาว์วัย แค่รักครั้งแรกเราก็วาดฝันชีวิตคู่กับคนนั้นไว้จางๆ แต่สัจธรรมอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นภาพเหมือนจริงก็ทำให้เราตาสว่าง หรือเรียกว่าฝันสลายก็แล้วแต่
            “ความรักในวัยเด็กไม่เคยจีรัง”
            จะว่าถูก มันก็น่าจะถูก จะว่าไม่ถูก มันก็น่าคิด คู่รักคู่นั้น เบื้องลึกเบื้องหลังตั้งแต่พวกเขายังใส่ชุดนักเรียน จนถึงปัจจุบัน เวลาระหว่างนั้นเป็นเช่นไรมีบันทึกไว้เพียงในใจเขาและเธอ ผมรู้แค่ว่าวาทกรรมรักในวัยเยาว์นั้นไม่เป็นความจริงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
            อีกหนึ่งทฤษฎีตัวเลข ว่าด้วยเรื่องความต่างระหว่างวัย ไม่ว่าหญิงหรือชายจะแก่กว่า ย่อมมีการสร้างขอบเขตบางอย่างขึ้นมาจำกัดอยู่เสมอ
            สมัยเรียนมัธยมปลาย อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้หลักการฉลาดๆ มา ท่านให้เชื่อว่าผู้ชายหาแฟนเด็กกว่าประมาณ 5 ปีกำลังดี เหตุผลอาจทำร้ายจิตใจกันบ้าง แต่อาจต้องยอมรับว่าผู้หญิงแก่เร็วกว่าผู้ชาย
            พวกเรา ผมและเพื่อนจึงเปลี่ยนกิจกรรมตอนกลางวันจากเล่นบอลเป็นการเดินเล่นแถวๆ ตึกน้อง ม.ต้นแทน แต่ดูเหมือนจะไม่เวิร์กเท่าไร หากคบกันจริงคงต้องสละเวลามาถือยางข้างหนึ่งให้เขาโดดข้าม
            เคสใกล้เคียง ก่อนหน้านี้มีข่าวดาราหนุ่มฮ่องกงอายุ 24 คบกับลูกครึ่งจีน เยอรมัน เป็นสาวน้อยอายุ 12 (น้อยจริงๆ) แน่นอนว่ากระแสสังคมย่อมประณาม ทั้งเรื่องความต่างในตัวเลขและวัยวุฒิ
            หลายคนมองเรื่องตัวเลขเป็นหลัก แต่มองดีๆ ห่างกัน 12 ปี หากฝ่ายหญิงอายุ 24 ฝ่ายชายก็น่าจะ 36 กลายเป็นเรื่องปกติวิสัยที่รับกันได้ทั่วไป
            ดังนั้นความสำคัญไม่ใช่ความห่างของอายุ แต่เป็นวัยวุฒิของฝ่ายที่อายุน้อยกว่า ซึ่งมองกันแบบสามัญชนแล้ว 12 ปีถือว่ายังน้อยนิดติดการ์ตูน แต่ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าเขาทั้งสองคิดอย่างไรต่อกัน การตัดสิน ตำหนิ ประณามไปด้วยความคิดด้านเดียวนั้นน่าจะเป็นการใจแคบเกินไป นอกจากคุณจะยืนยันว่ารู้เรื่องความสัมพันธ์ดีกว่าใครในโลก และสิ่งที่ยืนยันนั้นเป็นเรื่องจริง
            บ้านเมืองเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนหลายคน เป็นมวลชน เป็นสังคม จำต้องมีระเบียบเพื่อความสงบสุขในชีวิตของทุกคน หากเราถือว่า “รัฐธรรมนูญ” คือกฎเกณฑ์ของสังคม แล้วสิ่งใดคือกฎเกณฑ์ของความสัมพันธ์
            “รักธรรมนูญ” ?
            ผมไม่ขอตู่เอาว่าคิดคำนี้ขึ้นเอง เพราะอ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งของคุณ “วรพจน์ พันธ์พงศ์” ในเรื่องกล่าวถึงความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ว่า แต่ละบุคคลย่อมมี “รักธรรมนูญ” ที่ต่างฉบับกัน
            เรื่องความสัมพันธ์นั้นเป็นไปได้ในหลายทิศทาง คำว่า “แฟน” เป็นหน่วยที่เล็กมากเมื่อเทียบกับอัตราส่วนความสัมพันธ์ทุกประเภทบนโลกนี้ เพียงแต่ว่า หากคุณไม่ยึดถือและศรัทธาในคำว่าแฟน คนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาก็จะตั้งคำถาม และสอบสวนคุณโดยอ้อม ซึ่งความจริงแล้วความสัมพันธ์ของใครจะเป็นแบบไหนก็เป็นเรื่องของคนเพียงสองคน จะรักกันแต่เด็ก จะอายุห่างกันมากโข หรือจะต่างเผ่าพันธุ์ก็ย่อมเป็นไปได้
            ตราบที่ “รักธรรมนูญ” ของคนทั้งสองนั้นถูกตราไว้อย่างคล้ายคลึงกัน
            ซึ่งต่างคนก็อาจมีการแก้ไข หรือร่างขึ้นใหม่ได้เสมอ และเมื่อมันไม่ตรงกันเมื่อไร ความสัมพันธ์จึงควรจบด้วยดี
            ในเบื้องแรกผมคิดว่าคุณวรพจน์นั้นมีคารมทางภาษาเหลือร้ายที่สร้างคำนี้ขึ้นมา แต่บังเอิญที่ผมมีโอกาสอ่านหนังสืออีกเล่มซึ่งรวบรวมวรรคทองจากวรรณคดีหลายเรื่องมาให้อ่าน และเกิดพบคำนี้เข้า
            เปล่า นั่นไม่ได้ทำให้คิดว่าคุณวรพจน์บันดาลใจมาจากวรรณคดีเรื่องนั้น หากแต่นึกไปว่ายังมีผู้ที่คิดไปในแนวทางนี้ตั้งแต่ยุควรรณกรรมโบราณนั่นเชียว
            ชีวิตสั้น ความรักยืนยาว
            ชายผู้หนึ่งที่ผมรู้จักดี เขาชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เธออัธยาศัยดี เป็นคนดีและน่ารัก เธอทำให้โลกของเขาสดใส จนกระทั่งวันที่เธอกลับไปหารักเก่า
            แน่นอนว่าเขาเสียใจ แต่ด้วยความสัมพันธ์ต่อกันที่ดี เขาและเธอยังคงคบหาแบบเพื่อน บางครั้งก็สนิท และบางครั้งก็ห่างเหิน
            ผมเคยถามเขาว่าทำไมถึงไม่เลิกยุ่งกับเธอ เขาตอบไม่ได้
            เมื่อรู้ว่าแฟนของเธอกำลังจะบินไปเรียนต่อเมืองนอก เขาไม่ดีใจ และไม่อยากให้เธอต้องเลิกกับแฟน แต่เขาก็ยังคงฝันถึงวันที่มีเธอเดินข้างๆ
            เขาไปกินข้าวเป็นเพื่อนเธอในวันที่เธอโดดเดี่ยว เขาเห็นรอยยิ้มของเธอ เขามีความสุขและรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แม้เพียงวันเดียวก็ตาม
            ผมถามเขาว่าเขารอเธออยู่หรือ... เขาไม่รู้
            ผมแนะนำให้เขาตัดใจ พร้อมชี้ข้อเสียถึงการให้ความหวังของเธอ เขาไม่ปักใจเชื่อ แต่ขอเก็บไว้พิจารณา
            หลังจากผมเจอคู่รักเพื่อนเก่าระหว่างกลับบ้านวันนั้น ทำให้ผมเชื่อว่ารักธรรมนูญของทั้งสองน่าจะมั่นคงมาก และไม่เคยร่างขึ้นมาใหม่ หรืออาจเคย แต่เป็นการร่างขึ้นพร้อมกัน ด้วยลายมือเดียวกัน
            แต่สำหรับเขาที่รอเธอ หรือไม่ได้รออยู่ก็ตาม รักธรรมนูญของเขาเป็นเช่นไรกันแน่
            แน่นอนว่าผมไม่รู้ เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้
            แล้วเธอล่ะรู้ไหม?
            ถ้ารู้ บอกผม... เอ่อ บอกเขาด้วย
           


คาเมะคุง
19 ก.ย. 55 วันที่พบเขาทั้งสอง

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ไม่ใช่เรื่องของเด็ก (อย่างเดียว)


                “คนจำนวนมากหยิบความสนุกทิ้งไปจากชีวิตเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องของเด็กๆ เท่านั้น”
            ประโยคนี้พาดผ่านหน้ากระดาษหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีหน้าปกเป็นรูปหมี สร้างโดย บก.โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แห่งนิตยสารอะเดย์
ผมสัมผัสได้ถึงทัศนคติแบบสองบุคลิก ด้านหนึ่งเป็นฝั่งเยาวชนนิยม สนับสนุนความสุขง่ายๆ ที่มักได้มาเมื่อเป็นเด็กเท่านั้น อีกด้านหนึ่งคือความคิดอันรอบคอบ แยบยลแบบผู้ใหญ่ที่มีใจไม่อคติต่อโลก
            เนื่องจากเด็กเป็นเยาวชนของชาติ เราจึงเสียสละพูดถึงเด็กก่อน
            ไม่ได้พูดถึงในฐานะคำนาม หรือคำบอกความเหี่ยวย่นบนหนังหน้า หากในฐานะคำแสดงความรู้สึก
            พิจารณาให้ลึกกว่าปกติเล็กน้อย คำว่าเด็กไม่เคยมีเพียงความหมายเดียว เคยไหม ถูกวิจารณ์พฤติกรรมบางอย่างว่า “เด็ก” เหลือเกิน เจ็บปวดเหมือนโดนไม้เรียวฟาด แต่หากถูกปาดป้ายด้วยคำว่า “หน้าเด็ก” เรายิ้มหน้าบานเหมือนเด็กได้ขนม
            แปลว่ามีทั้งด้านดีและไม่ดีในแอดเจคทีฟคำนี้
            แม้ช่วงเวลาชีวิตและประสบการณ์น้อยกว่า แต่ขนาดของกรอบจินตนาการกลับแปรผกผัน เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ ยังไม่ประดังเข้ามาในสัมผัสรับรู้ มีอารมณ์และความรู้สึกตามสัญชาติญาณที่ใฝ่หาความสุข สนุกสนานจากเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องมีเหตุผลมาแย้งให้เสียฟีลลิ่ง
            ผมรู้สึกได้ว่าวันศุกร์ของวัยประถมนั้นยิ่งใหญ่กว่าวันศุกร์ของวัยทำงาน เพราะเหตุผลในใจลึกๆ ที่มากีดกันความสุขว่า “ดีใจทำไม หยุดแค่สองวัน”ยังไม่ผุดขึ้นในสมองซีกซ้าย
            ตอนเด็กผมยังไม่ฉลาดจนคิดได้ขนาดนั้น
            อีกด้านหนึ่ง แอดเจคทีฟ “เด็ก” ก็แสดงถึงความไม่มีเหตุผล ไม่อดทน ไม่รอบคอบ ชอบเอาชนะและทำอะไรตามใจตัวเอง ด้วยเหตุผลเดียวกันว่ากรอบความคิดของชีวิตยังกว้างขวางไร้กฎเกณฑ์
            ว่ากันถึงอีกฝั่ง สำหรับผู้ใหญ่ ก็ประกอบทั้งข้อดีและข้อเลวที่ควบคู่ขนานกัน แน่นอนว่าความอดทน รอบคอบ รู้กาลเทศะ ฯลฯ ย่อมรวมอยู่เป็นสมาชิกของคำนี้ ส่วนการชอบเอาชนะนั้นมีอยู่ในทั้งสองตัวตนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ตัวตนหลังนั้นจะสร้างความอดทนขึ้นมาค้ำจุนไว้ได้
ขณะที่ความจริงจัง ซีเรียส คิดในกรอบ เป็นเหตุเป็นผลอยู่ตลอด ก็บีบบังความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความสุขจากเรื่องง่ายๆ ของ “ผู้ใหญ่” อยู่เสมอ
            คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เคยโดนบ่นเรื่องอ่านการ์ตูน เล่นเกม แต่การใช้ระยะเวลาที่เท่ากันนั้น จ่ายให้กับการวาดรูป เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ซึ่งให้ความสุขความผ่อนคลายเหมือนๆ กัน กลับถูกสนับสนุนมากกว่า
            ความเป็นผู้ใหญ่มักมองบางอย่างเป็น “สาระ” และ “ไร้สาระ” ด้วยกรอบประสบการณ์ชีวิตกระแสหลักอยู่เสมอ
ขณะเดียวกันความเป็นเด็กในด้านลบ ก็ทำให้ชีวิตผิดเพี้ยน สูญเสียความสัมพันธ์และกลายเป็นคนเอาแต่ใจ
            เด็กที่มีความเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ย่อมเป็นสัจธรรม แต่ที่น่าสนใจคือ โลกนี้มีเด็กที่มีผู้ใหญ่ในตัว หรือผู้ใหญ่ที่มีเด็กอยู่ในตัวอยู่ด้วย
            บางครั้งไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้ แต่พิจารณาได้
                อ.ยุ้ย สฤณี คือนักเขียน นักคิด นักวิชาการหญิงคนหนึ่งที่มีความรู้และการคิดวิเคราะห์ระดับมืออาชีพ ใครจะเชื่อว่าเธอเดียวกันนี้ชอบเล่นเกม รวมถึงอ่านการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ
            “คนที่บอกว่าการอ่านการ์ตูนไร้สาระนั้นน่าเสียดาย เพราะเขาปิดกั้นวิธีที่จะมีความสุขแบบง่ายๆ ไป” แต่ละคำอาจไม่ถึงกับเทียบอักษรทับกันพอดี แต่มีใจความประมาณนี้ แผ่หลาอยู่กลางเฟสบุ๊กที่เต็มไปด้วยสเตตัสเชิงวิชาการ และการคิดวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ
เจ้าของเดียวกับบล็อกวิจารณ์เกมต่างๆ ที่เข้าขั้นลึกซึ้ง
            ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นเพียงผู้ใหญ่หรือเด็ก แต่ก็อดรู้สึกดีไปด้วยไม่ได้
            เนื่องจากผมมีความเป็นเด็กอยู่บ้างเล็กน้อย จึงจะยกตัวอย่างต่อไปจากหนังสือการ์ตูนที่ชอบ
            ในโลกแห่งนั้น ตัวละครหนึ่งเป็นเจ้าหญิงน้อยอายุเพียงสิบขวบ ได้ติดตามพระบิดาซึ่งเป็นกษัตริย์ของเมืองหนึ่งไปประชุมอาณาจักรโลก มีกษัตริย์จากอาณาจักรอื่นมากมายเข้าร่วม
            หนึ่งในนั้น เจ้าของอาณาจักรแดนหิมะ เป็นผู้ไม่เอาไหน ไม่ใส่ใจการบ้านเมือง ครองตำแหน่งเพื่อลาภยศเงินทอง ได้แสดงกริยาไม่เคารพการประชุมศักดิ์สิทธิ์ จึงถูกพระบิดาขององค์หญิงน้อย ซึ่งเป็นกษัตริย์เชิงคุณภาพตวาดใส่ด้วยความโมโห เสียหน้าเสียเกียรติกลางหมู่ผู้นำทั่วโลก
            ด้วยความแค้นเคือง หลังการประชุมเสร็จสิ้น กษัตริย์ผู้ไม่เอาไหนย่างกรายไปใกล้เจ้าหญิงน้อยผู้เป็นธิดาแห่งกษัตริย์คู่กรณี เขาแสร้งไสมือไปยังศีรษะเธออย่างแรงโดยอ้างว่า “มือมันลื่น”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอันน่าขนลุก ที่ชนวนระเบิดแห่งสงครามกำลังจะถูกจุดไฟขึ้นเพียงเพราะการกระทำแบบ “เด็กๆ” ของใครบางคน
            พลันนั้น เจ้าหญิงน้อยลุกขึ้นรวดเร็ว ยิ้มใสซื่อก่อนเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเดินไม่ดีเอง”
            ลับสายตาสาธารณะ เธอร้องไห้โฮกับแม่ทัพคนสนิทของพระบิดาที่ดูแลเธอมาด้วยความเจ็บปวด ทั้งใจและกาย
            เพียงสิบขวบ เธอรู้ถึงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่สงครามและการสูญเสียได้จากเรื่องเล็กน้อย
            ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นเพียงเด็กหรือผู้ใหญ่
แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้
            ความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ มีเสน่ห์ในตัวตนของมันเสมอ
                ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ ด้วยความไร้เดียงสา เฮฮา ไร้ตรรกะ ผมและเพื่อนคุยโม้โอ้อวดตามประสา ต่างฝ่ายต่างโวถึงประสบการณ์เท่ๆ เกม การ์ตูน เรื่องติงต๊องที่ยิ่งใหญ่สำหรับตอนนั้น จริงบ้าง จินตนาการขึ้นมาบ้าง แต่ก็ลั่นออกไปดังทุกคำพูดกลั่นจากประสบการณ์จริง
            จนเด็กคนหนึ่งในวงเกิดเคลือบแคลงในความจริง หรืออาจอิจฉา โพล่งออกมาจริงจัง
“แน่จริงก็สาบานดิ”
            ในโลกวัยเยาว์ เหตุผลไม่ใช่ปัจจัยสำหรับการดำรงชีวิตนัก ไม่ต้องรู้ว่าทำไมฟ้าถึงจะผ่าคนที่พูดโกหก แต่ด้วยความไม่เดียงสา พวกเราปักใจเชื่อและเกรงกลัว จนต้นตอแห่งถ้อยคำขี้โม้ต้องสารภาพอย่างอายๆ ว่าสิ่งที่อวดไม่ใช่เรื่องจริง
            ในโลกยุคหลังจากนั้น เหตุผลเป็นดังออกซิเจนหล่อเลี้ยงความเป็นสัตว์สังคม แต่บางครั้งผู้ใหญ่หลายคนกลั้นใจไม่รับ แล้วสร้างผลงานเหนือตรรกะขึ้นมา ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผล แต่เข้าถึงได้ด้วยจินตนาการ
ไร้เหตุผลแต่ไม่ไร้เสน่ห์
            กระทั่งผู้ใหญ่ที่เป็นถึง “ผู้หลักผู้ใหญ่” บางครั้งก็ทิ้งเหตุผลไว้เบื้องหลัง
            ถูกเคลือบแคลงสงสัยในความผิด และถ้อยคำว่าจริงหรือเท็จ ทิ้งเหตุผลและการพิสูจน์เชิงประจักษ์ไว้หลังม่าน ลั่นวาจาต่อฟ้า
            “ผมสาบาน”
            ไม่ต้องรู้ว่าทำไมฟ้าถึงจะผ่าคนที่พูดโกหก แต่ปักใจเชื่อว่าทุกคนเชื่อ
            ไร้เหตุผลแต่ไม่ไร้เสนียด









คาเมะคุง
15 ก.ย. 55 วันที่ความเป็นเด็กเอาชนะผู้ใหญ่