-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันละเรื่อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันละเรื่อง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เหตุผล


            ใต้ร่มไม้สูงใหญ่ ลานกว้างเต็มด้วยโต๊ะอาหาร
            คนหนุ่มหลายคนนั่งล้อมโต๊ะ ศีรษะเกลี้ยงเกลา ผ้าเหลืองห่อหุ้มร่าง กระชับสัญญาว่าจากนี้ไปพวกเขาไม่ใช่เพียงผู้นับถือศาสนา หากเป็นผู้ดำรงและเผยแพร่ตามหลักจารึก
            เสียงสวดบทกรวดน้ำดังก้อง ญาติโยมประนมมือ เขาและเพื่อนอีกสองนายควานสายตาหาสหายรัก ชายหนุ่มที่ร่วมในพิธีอุปสมบทหมู่ครั้งนี้ เขาสบตาเรา ยิ้มอ่อนโยนดั่งเคย เชื่อว่าแม้นอกผ้าเหลือง รอยยิ้มและสายตาที่บอกจิตใจอันดีงามนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยน
            เขาเหมาะที่จะบวช
            เพื่อนสองคนข้างๆ ยกมือนมัสการ เขาโบกมือต่ำ เพื่อนท้วงในกริยาห่ามของเขา ก่อนทั้งสามจะเดินเข้าไปคุยกับว่าที่สงฆ์หนุ่มด้วยท่าทีที่พร่องความสนิทสนมไปจากเดิม เดิมทีที่ยังไม่ละเส้นผม 
            ก่อนออกจากบ้าน เขาไม่ได้บอกแม่ว่าไปไหน เป็นความตั้งใจ ทั้งที่ไม่ได้ไปเกกมะเหรกที่ไหน ซ้ำยังเป็นงานมงคล   
เพียงแต่เขาไม่อยากให้แม่คิดว่าลูกคนอื่นกตัญญูกว่าลูกตัวเอง
            เขาบอกผมว่าไม่เคยคิดจะบวช
            อย่าเพิ่งตราหน้าว่าเนรคุณ เขารักพ่อ รักแม่ และรักมาก (มากที่เป็นคำขยาย ไม่ใช่พี่มาก) เพียงแต่ยังไม่บรรลุเหตุผลที่ควรบวช โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ชีวิตบนทางโลกเป็นหลักอย่างเขา
            หลายครั้งเคยได้ยินคุณประโยชน์ บวชเพื่อชำระล้างจิตใจ เพื่อขจัดกิเลส แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่พร้อมจะลดละเลิกจริงๆ ซึ่งเขายังไม่เป็นหนึ่งในนั้น
            ไหนจะเพื่อทดแทนบุญคุณ ให้พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ แม้นสวรรค์มีจริง เขาเพียงเชื่อมาตลอดว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เขาว่าถ้าบวช กิจวัตรที่แน่นอนไม่ใช่นั่งสมาธิภาวนา แต่อาจเป็นการเพ้อฟุ้งไปในเรื่องทางโลก หรือคิดถึงหญิงสาวที่ชอบ ชายผ้าเหลืองอาจลากผู้เกี่ยวข้องไปแดนอื่นแทนสุขาวดี
            เขายกอีกวลีน่าสนใจ บวชก่อนเบียด ว่าทำให้เขามองจุดประสงค์การบวชเพี้ยนเพิ่มไปอีกว่า เป็นดำเนินการเตรียมตัวเพื่อที่จะไปเบียดหรืออย่างไรแน่?
            ไม่ใช่อยากตั้งตนเป็นปรปักษ์ศาสนา เพียงแต่เมื่อได้พบ ได้สัมผัส และใช้สมองอันเบาปัญญาขบคิดดูโดยจริงจังแล้ว มันรู้สึกเช่นนั้น
            เขาเล่าถึงกาลอดีตว่าเคยบวชเณรเมื่ออายุเท่าเด็ก ม.4 ทุกวันตื่นแต่เช้า บิณฑบาตจากชาวบ้านละแวกวัด จากนั้นนั่งรับภัตตาหารต่อ บางวันมาก บางวันน้อย ฉันไม่เคยหมดสักวันเดียว
            พำนักอยู่กับพระอาจารย์ที่โยมแม่ฝากฝัง ท่านยังคงบุคลิกคนหนุ่มซึ่งแฝงไว้ด้วยความอาวุโส เป็นที่เคารพของญาติโยมต่างๆ พระอาจารย์รักการถ่ายภาพและใช้เวลาว่างท่องอินเทอร์เน็ต (บ่อยนักในเว็บพันธ์ทิพย์ ห้องที่เกี่ยวกับการถ่ายรูป)
            เขายอมรับว่าความตะขิดตะขวงในเรื่องนี้อาจเกิดจากความทึ่มทึบในตัวตนที่ไม่รู้ว่าการใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับพระสงฆ์นั้นไม่เหมือนกับฆราวาสบางคนที่ใช้เพื่อบันเทิงเป็นหลัก สมัยนี้การเผยแพร่คำสอน ถ้อยเทศนา ผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมาย แปลกอะไรหากพระอาจารย์จะใช้สื่อออนไลน์เพื่อการศึกษาและเผยแพร่สิ่งดีงาม
            ถ้าเขาไม่ทะลึ่งไปเห็นจอยสติ๊กในห้องของท่านเสียก่อน
            หยุดครับ เขาดีดคำห้วนขึ้นมา อย่าเพิ่งมองท่านในแง่ร้าย เพราะสุดท้ายเขาไม่ทราบว่าเป็นของท่านเองหรือเปล่า มีลูกศิษย์มาฝากไว้หรือไม่ (ทั้งกุฏิมีแค่เขาและท่าน) แต่นั่นก็ทำให้คนชอบตั้งคำถามอย่างเขาผุดเควสชั่นมาร์คขึ้นหลายอันเหมือนกัน ยิ่งตอนที่มีโอกาสสอนท่านเล่นเอ็มเอสเอ็น ดันเหลือบไปเห็นไอค่อนเกมวินนิ่งอีเลเว่นบนเดสทอป สายตาอุตริจริงๆ เขารำพึง
            อีกครั้งหนึ่งก่อนนี้ประมาณหนึ่งปี เพื่อนรักเข้าพิธีอุปสมบท เอ่ยอ้างลั่นวจีว่าอยากบวช เป็นมั่นเป็นเหมาะ เขายินดียิ่ง จนกระทั่งสี่ห้าวันให้หลัง ได้ฟังคำจากทิดหนุ่มว่าสึกก่อนกำหนด เพราะเบื่อ เขาเข้าใจ และคิดไว้แต่แรก
            แม่เขาพูดเสมอว่าให้ทำบุญสะสมไว้มากๆ ถึงคราเคราะห์กรรมซัด กุศลจะกลับมาเกื้อหนุนจุนเจือได้ ครั้งหนึ่งแม่รบเร้าให้ไปกราบหลวงพ่อชื่อดัง ราวว่าท่านเป็นอรหันต์แล้ว ได้สักการะครั้งหนึ่งจะได้บุญกว่าตักบาตรพันครั้ง เขาบอกผมว่าตอนนั้นแปลกใจที่รู้ว่าบุญคิดเป็นมูลค่า มีมากมีน้อย เป็นวัตถุชนิดหนึ่งบนโลกที่หลายคนนิยม หรือเป็นวัตถุนิยมไปแล้วหรือเปล่า เขาไม่แน่ใจ
            เทศกาลทำบุญใหญ่มาเยือน งานสิริมงคลโอฬาร เขาดันอุตริคิดว่าข้าวสารอาหารแห้งอันเหลือเฟือเหล่านั้นจะควรค่าของตัวมันเองมากกว่านี้ หากถูกจำหน่ายไปยังหมู่บ้านที่เต็มด้วยคนยากไร้ หิวโหย ใครบางคนบอกเขาว่าการใส่บาตรกับพระสงฆ์นั้นได้บุญมากกว่าหลายเท่าตัว
            “พุทโธ่” เขาอุทานแบบพุทธศาสนิกชน เผลอปักใจด้วยความเขลามาตลอดว่าบุญกุศลจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและจุดประสงค์ในการเผื่อแผ่เป็นหลัก
            ผมมองหน้า สบสายตาเขาที่เจือแววเศร้าปนสมเพชตัวเอง
            ด้วยการตีความผิวเผิน ผมเปรยว่าเขาคงไม่เคยคิดสวดมนต์ ไปทำบุญ หรือรักษาศีลเลย
            คำเฉลยจากฝีปากเขาทำให้ผมอายเล็กน้อย
            เขาสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน กราบไหว้พระพุทธรูปและพระสงฆ์ ไปตักบาตรทุกครั้งที่แม่ต้องการเขาไปด้วย
            เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่เคยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
            ผมเลิกคิ้วขึ้น ส่งสายตาประหลาดใจ
            เขาบอกว่าไม่เชื่อก็ได้ เพราะเขาไม่เคยศรัทธาในศีลห้าข้อที่ 4 เพียงแต่เชื่อสุดใจในนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะเท่านั้น
            แล้วทำไมเขาจึงสวดมนต์
            เขาเชื่อว่าการสวดมนต์ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นำไปสู่สติ และมุ่งตรงไปยังชีวิตที่ดี เขาไม่ได้เชื่อว่าสวดมนต์แล้วชีวิตจะดีขึ้นด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็น
            ทำนองเดียวกับการกราบพระ และไปตักบาตร
            เพียงแต่การบวชที่แม่ต้องการ เขาไม่เห็นเหตุผลและความจำเป็นของการต้องโกนหัว โกนคิ้ว ห่มเครื่องแบบที่เรียกว่าผ้าเหลือง แล้วอยู่อย่างเงียบเหงาในกุฏิเพียงเพื่อขีดปฏิทินรอวันสึก นี่คือตัวเขา ซึ่งหากเป็นคนอื่น อาจตั้งมั่นรักษาศีล สมาธิ เจริญภาวนา และนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้
            แต่เขากลับเห็นว่าการเข้าสู่ทางธรรม เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในทางโลกนั้น การบวชก็เป็นเพียงเครื่องบ่มเพาะบุญกุศลเพื่อสนับสนุนชีวิตทางโลกอย่างนั้นหรือ
            แม้จะไม่เคยตั้งใจเรียนวิชาพุทธศาสนา แต่เขาก็จำได้ลางๆ ว่าหลักแท้จริงคือการละเว้นกิเลสทั้งปวง ซึ่งประกอบด้วยรักโลภโกรธหลง รวมถึงชื่อเสียเงินทอง ขณะที่ใครบางคนคิดว่าการสะสมบุญมีเพื่อมุ่งหมายในความร่ำรวย สำเร็จในหน้าที่การงาน
            เขาจึงศรัทธาในผู้บำเพ็ญกุศลเพื่อละกิเลสอย่างแท้จริงมากกว่าคนที่ทำบุญเพื่อหวังบุญ เลื่อมใสในพระสงฆ์ที่ตั้งมั่นในการบวชไว้จนสิ้นลมหายใจ มากกว่าที่บวชเพราะเป็นหน้าที่ชายไทยอายุเกิน 20 ปี
            ความคิดเขาช่างแปลกแยก โชคดีที่คนรับฟังคือผม หาใช่คนใจแคบมองโลกด้านเดียว
            ผมสงสัยในการละเว้นอบายมุขของเขา หากเขาไม่ศรัทธาในศีลในธรรม แล้วเขากลัวบาปเรื่องนี้ด้วยหรือ
            เขาไม่ได้ละเพราะกลัวบาป
            เขาเพียงมองไม่เห็นเหตุผล และประโยชน์ของการดื่ม สูบ เสพ สักวันหากพบเหตุผลที่ดีพอ เขาพร้อมจะรินใส่แก้ว คาบใส่ปาก
            เช่นกันกับเหตุผลของการละเส้นผม สวมผ้าเหลือง เขายังไม่พบเหตุผลที่ดีพอ ซึ่งไม่ใช่การประกาศกร้าวว่าชีวิตนี้จะไม่แตะผ้าเหลือง เขาพร้อมแน่ หากสมเหตุสมผล
            “ผมเคยฟุ้งขึ้นว่า หากได้สบกับยมบาลตอนทียังไม่ถึงฆาต ผมจะถามท่านว่า ชีวิตผมทั้งชีวิตลิ้นไม่เคยแตะน้ำเมา ฝีปากไม่เคยสัมผัสก้นกรอง แต่ไม่เคยอยู่ในศีลในธรรม ในผ้าเหลือง ผมจะต้องลงนรกไหม” เขากล่าวเย่อหยิ่ง ผมขนลุกด้วยหวาดเสียวว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงจะนั่งฟังอยู่ข้างๆ
            ผมถามเขาครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้วันวิสาขบูชา เขาจะไปเวียนเทียนไหม
            “ถ้าแม่อยากให้ผมไป ผมก็อยากไป เวียนเทียนเป็นกิจกรรมที่ดี โบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ควรค่าแก่การเดินชม และทำสมาธิ”
            เราเอ่ยคำลา ด้วยศรัทธาในความแน่วแน่ของวิถีชีวิต ผมยื่นมือหวังสัมผัสมือเขาด้วยแรงบีบมั่นคง
            แต่กระจกเงาเบื้องหน้ากั้นไว้
            แม่ของผมเดินมา เอ่ยชวนไปเวียนเทียนพรุ่งนี้
            “ถ้าแม่อยากให้ผมไป ผมก็อยากไปครับ”



คาเมะคุง

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รางวัลความสัตย์


            วันนี้เป็นวันดีที่อากาศสดใส ใบไม้ร่วงผล็อยจากกิ่งก้านทีละใบ ล่องเอื่อยต้านอากาศตกลงสู่ดินช้าๆ
            หญิงชราตื่นแต่เช้า กระชับไม้กวาดทางมะพร้าว ลากแกรกๆ ไปตามดิน เกี่ยวเก็บใบไม้แห้งมารวมให้เป็นระเบียบ ลมเย็นโชยมาเบาๆ  ไม่ถึงกับทำให้กองใบไม้แตกกระจาย
            อีกด้านของรั้วไม้บางๆ ที่กั้นระหว่างบ้านและกับช่องซอยเล็กๆ เสียงไร้เดียงสาแว่วข้ามมา
            “คุณยายครับ เก็บลูกบอลให้ทีครับ”
            เธอชะโงกหัวที่รวบมัดผมขาวไว้อย่างเรียบร้อยออกไปดู เด็กน้อยทำท่าตระหนกเมื่อเห็นใบหน้าเหี่ยวย่นแฝงด้วยความรู้สึกไม่เป็นมิตรของหญิงชรา
            เพียงภายนอกเท่านั้น หนูน้อย..
            เธอไม่เอ่ยคำตอบใด หากหันกลับไปมองหาสิ่งที่เด็กต้องการ
            ลูกบอลเล็กๆ ขนาดลูกเบสบอลสองลูกตกอยู่ใกล้กันภายในอาณาเขตรั้วไม้ ลูกหนึ่งใหม่เอี่ยมเรี่ยมเร้ อีกลูกมีอายุตรงกันข้าม
            เธอหยิบทั้งสองมาเป็นตัวเลือกให้เด็กน้อย จินตนาการว่าตัวเองเป็นดังเทพารักษ์งมขวานให้คนตัดฟืน
            เด็กน้อยยังบริสุทธิ์เกินกว่าความโลภจะครอบงำจิตใจได้ เขาแค่อยากได้ลูกบอลของเขาคืน จึงชี้ไม่ลังเลที่ลูกเก่าเขรอะ
            เธอสวมบทเทพารักษ์อีกครั้ง หยิบยื่นทั้งสองลูกให้เด็ก เป็นรางวัลความสัตย์
            ไม่ว่าโลกจะแย่แค่ไหน แต่ความไร้เดียงสาของวัยเยาว์ก็อาบหัวใจทุกคนให้ชุ่มชื่นได้ ไม่เว้นแต่วัยที่ตรงกันข้ามสิ้นเชิง
            เธอฉีกยิ้มให้เด็กน้อย เผยรอยเหี่ยวย่นมากกว่าเดิม ทว่าไม่เหลือแววของความใจร้าย
            เด็กน้อยกล่าวขอบคุณก่อนจากไป ทิ้งไว้เพียงความสดสุขสดชื่นให้หญิงชรา
            เธอภูมิใจที่มีส่วนปลูกฝังสิ่งดีงามให้โลกใบนี้ เด็กน้อยคนนั้นจะเติบโตเป็นคนที่ซื่อสัตย์ตลอดไป
            “คุณยายครับ”
            เสียงไร้เดียงสาเรียกเธออีกครั้ง แต่ไม่ใช่เสียงเดิม
            “เก็บบอลให้ผมทีครับ ผมทำหายเข้ามาในนี้เมื่อวาน เพิ่งซื้อไม่นาน ยังใหม่เอี่ยมอยู่เลยครับ”


*เค้าเรื่องเดิมจากส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “My neighbors the Yamadas” ผลผลิตของ Studio Ghibli  

คาเมะคุง

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

กลับมา

            “กลับมา”
            แม้ว่าคำนี้อาจจะยังพูดด้วยเสียงหนักแน่นไม่ได้นัก แต่สำหรับกรณีนี้คงไม่มีคนใจแคบไม่ให้พูด
            หลังจากฟอร์มการเล่นฝืดหนืดตั้งแต่ย้ายมาจากลิเวอร์พูล (ซึ่งก็พลอยเล่นอย่างหนืดฝืดไปด้วย) เหตุการณ์ที่เพิ่งจบไปเมื่อคืน (29 เม.ย.55) ก็ประจักษ์แจ้งแก่แฟนบอลว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป เมื่อเขาพังประตูไปถึงสามบาน เอ๊ย! สามประตู คว้าเอกสิทธิ์ครอบครองลูกบอลกลับบ้านไปตามระเบียบ (ตามประเพณีการแข่งขันฟุตบอล คนที่ยิงได้ 3 ประตูขึ้นไปจะได้ลูกฟุตบอลที่ใช้เล่นในเกมนั้นไปครอบครองเป็นทีระลึก)
            “เฟอร์นานโด ตอเรส” เพิ่งตกจากหน้าผาแห่งสุดยอดนักฟุตบอลลงสู่หุบมืดที่มองไม่เห็นพื้น หลังจากที่ครั้งหนึ่งกับลิเวอร์พูล เขาเป็นหัวใจสำคัญของทีม พึ่งพาได้เสมอ อาจดูสอพลอหากจะบอกว่าในช่วงเวลารุ่งโรจน์นั้น ลิเวอร์พูลที่ไม่มีตอเรสก็เหมือนกองทัพที่ขาดอาวุธ แต่เชื่อว่าหลายคนคิดไม่ต่างกัน
            ทั้งความเร็ว แข็งแกร่ง ดุดัน เฉียบคม ทั้งหมดอัดรวมอยู่ในตัวชายหนุ่มผู้นี้ เขาเก่ง เท่ และเข้าไปอยู่ในใจใครหลายคน
            แต่พระเจ้าไม่เคยลิขิตให้ชีวิตใครดีเลิศไปตลอดรอดฝั่ง เมื่อหมดยุคของพระเอก ตัวตลกก็เข้าแทนที่
            ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทั้งอาการบาดเจ็บ ความห่างเหินจากการแข่ง สภาพร่างกายที่ขาดการฟิตซ้อม ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาตกฮวบราวผลสอบของเด็ก ม.ต้นที่เพิ่งติดเกม
            เชื่อว่าช่วงตกต่ำ หรือช่วงเกือบทั้งหมดก่อนเกมนัดตัดเชือกกับบาร์เซโลน่า หลายคนให้กำลังใจเขาและหวังให้ได้ลงสนามเพื่อเรียกฟอร์มเก่งคืน ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยลุ้นให้กองหน้าปืนฝืดไม่ได้ลงเล่น รวมถึงหัวเราะเยาะ เย้ยหยันในทุกความผิดพลาด ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกไปทันที
            ยิ่งถูกกดดัน ยิ่งเล่นผิดพลาด พอเล่นพลาด ก็ยิ่งถูกสบประมาท เสียงโห่เย้ยหยันระงม ทั้งค่าตัวแพงระยับ 50 ล้านและความคาดหวังจากผู้ชมทั่วโลกต่างกลายเป็นสิ่งที่ไม่หอมหวานอีกต่อไป
            ว่ากันว่าชีวิตคนอาจเปลี่ยนได้เพียงเพราะวันเดียว หรือช่วงเวลาสั้นๆ เพียงช่วงเดียว หลังจากนัดตัดเชือกกับบาร์เซโลน่าที่คัมป์นู (บ้านบาร์เซโลน่า) ผลอยู่ที่ 2 – 2 ซึ่งเป็นเชลซีที่เข้ารอบด้วยผลบุญจากนัดแรก (ชนะ 1 – 0) เสียงฮือฮาจากแฟนบอลทั่วโลกดังระงมขึ้นจากสองเหตุผล
            หนึ่ง - เต็งแชมป์และยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่าตกรอบ
            สอง ตอเรสยิงตีเสมอให้เชลซีเป็น 2 - 2
            แม้จะเป็นประตูเดียวที่ไม่ได้ยิงต่อเนื่องจากนัดก่อนๆ เท่าไรนัก แต่เชื่อว่าความมั่นใจกลับมาเกินครึ่ง ทำให้คาดเดาไปได้ว่าต้นกำเนิดของ 3 ประตูเมื่อคืน มี 1 ประตูจากนัดที่แล้วเป็นแรงส่ง
            ชีวิตมีขึ้นมีลง คราวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กลับมา” แต่ทั้งหลายทั้งปวง เพียงความมั่นใจอย่างเดียวไม่สามารถเรียกฟอร์มเทพกลับมาได้แน่นอน
            การฝึกซ้อมและความมุ่งมั่นพยายามเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่า
            หากตอเรสยังยึดมั่นเพียงประตูที่เขาทำได้กับบาร์เซโลน่า แน่นอนว่าเขาไม่มีทางกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ
            การทำแฮตทริคครั้งนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าฟอร์มของเขาจะดีขึ้นอย่างเสถียร
            แต่เชื่อว่ามันจุดประกายให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ซึ่งหากรวมกับความพยายามในการฝึกซ้อม และมุ่งมั่นในการทำประตูมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าเขาต้องกลับมา
            ชีวิตของทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เพียงนักฟุตบอลเท่านั้นที่มีฟอร์มตก ฟอร์มหลุด หรือผิดฟอร์ม อาชีพอื่นๆ ก็สามารถเล่นผิดฟอร์ม และเข้าสู่จุดตกต่ำของชีวิตได้เช่นกัน
            แต่อย่างไรก็ตาม สัจธรรมบอกไว้แล้ว มีชึ้นต้องมีลง ถ้าถึงคราวลง ก็พยายามไต่ขึ้น ถ้าอยู่จุดสูงสุดแล้ว ก็รักษาระดับ และไม่ต้องกังวลถึงความล้มเหลว
            เพราะขนาดตอเรสที่ผิดฟอร์มยังคืนฟอร์มกลับมาทำแฮตทริคได้
            แกงส้ม คนที่พลาดตำแหน่งดาวในคืนนี้ไป ก็อาจย้อนมาทำแฮตทริคแซงหน้า โดม เดอะสตาร์ เหมือนที่เห็นๆ กันมาทุกปีแล้วก็ได้
            ใครจะรู้?




คาเมะคุง

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

This is football

ไม่แปลกที่การตกรอบของบาร์เซโลน่าเมื่อคืนนี้จะเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์

ถูกใจทั้งกองเชียร์เชลซีและกองแช่งจากแฟนบอลทีมอื่นทั่วราชอาณาจักร

ใครทุ่มสุดตัวอยู่บาร์ซ่าไป งานนี้คงหนักหน่อย

ส่วนตัวผมไม่ได้ชมการแข่งขันแบบสดๆ แต่ได้ยินได้ฟังเหตุการณ์ต่างๆ มา รวมถึงดูไฮไลท์ของเกมก็พอทำให้เห็นภาพคร่าวๆ

ทีมอย่างบาร์เซโลน่าในยุคที่ "เป็ป กวาดิโอล่า" เป็นกุนซือนั้นต้องยอมรับว่าแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทาน จนถูกขนานนามเทียบเท่ามนุษย์ต่างดาว ประหนึ่งว่าเก่งกว่าระดับโลก ไปเล่นบอลจักรวาลได้แล้ว

ส่วนหนึ่งอาจมาจากผู้เล่นตัวหลักในเกมรุกแต่ละคนที่มากด้วยความสามารถ โดยเฉพาะคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

แต่แน่นอนว่าความสำเร็จของทีมไม่ได้มาจากคนคนเดียว ทุกครั้งที่ได้ชมเกมของบาร์ซ่า ก็ไม่เคยเห็นใครเลี้ยงเดี่ยว ครองบอลเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ทั้งเกมสักครั้ง แม้แต่เมสซี่เองก็ตาม

เรียกได้ว่าทุกคนมีส่วนร่วมหมด แม้แต่ผู้รักษาประตูบางครั้งก็ยังต้องทำหน้าที่รับ - ส่งบอลเพื่อขับเคลื่อนเกมกับกองหลัง ปรากฏออกมาเป็นการต่อบอลอย่างสวยงามให้แฟนบอลได้ตื่นตาตื่นใจเช่นทุกครั้ง

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าในระดับเดียวกัน หาทีมที่เล่นฟุตบอลอย่างสวยงาม ไหลลื่น และรักษามาตรฐานการเล่นของทีมได้เท่ากับบาร์เซโลน่าไม่ง่ายนัก

ในฐานะลูกผู้ชายที่ชื่นชอบฟุตบอล ก็เคยผ่านประสบการณ์แข่งฟุตบอลแบบขำๆ กิ๊กๆ ก๊อกๆ มาบ้าง น่าเสียดายที่ผลการแข่งไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไร ขณะที่รุ่นพี่คนหนึ่งของผมซึ่งเป็นนักฟุตบอลมหาวิทยาลัยพาทีมของเขาทะลุไปถึงรอบชิง

ด้วยสไตล์การเล่นบอลที่สวยงามไม่แพ้บาร์เซโลน่า

หลังจบเกมนัดหนึ่งที่ทีมของผมแพ้อย่างย่อยยับ ทั้งที่ประเมินตัวผู้เล่นกับฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ไม่ได้ต่ำต้อยด้อยไปกว่ากันมากเท่าไรนัก "พี่ตอง" น้องชายแท้ๆ ของพระเอกเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง หนึ่งในนักฟุตบอลมหาวิทยาลัยและรุ่นพี่ที่ผมเคารพมากที่สุด เดินมาพูดกับผมและเพื่อนร่วมทีม

"อยากรู้ไหมเล่นอย่างไรให้ชนะ"

ทุกคนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ พี่ตองจึงว่าต่อไป

"หนึ่ง เวลาได้บอล อย่าครองบอลนาน เห็นเพื่อนให้รีบส่ง"

"สอง เวลาไม่ได้บอล เคลื่อนที่ให้เพื่อนส่งให้เราได้ง่ายที่สุด"

ฟังเพียงสองข้อนี้ ผมไม่ตื่นเต้นตกใจ เพราะเป็นหลักพื้นฐานที่คนเล่นบอลทั่วไปต้องรู้ การเลี้ยงเดี่ยวเข้าไปยิงแม้แต่เมสซี่ยังไม่ได้ทำบ่อยๆ

แต่เทคนิคของพี่ตองข้อสุดท้ายจุดประกายอะไรบางอย่าง

"สาม ทุกคนต้องคิดเหมือนกัน"

ฟันเฟืองทุกตัวในทีมต้องเคลื่อนที่ไปในจังหวะและทิศทางเดียวกัน ทีมจึงจะขับเคลื่อนไปอย่างไหลลื่น ไม่ติดขัด และนำไปสู่ประตู ซึ่งสิ่งสำคัญของข้อสามนี้คือวินัยที่ทุกคนต้องมีร่วมกัน

หากเพียงมีใครคนหนึ่งได้บอลแล้วไม่ส่งต่อตามระบบที่วางไว้ คิดจะเล่นคนเดียว ทีมก็เสียทั้งระบบ

และแ่น่นอนว่าหากการรับ - ส่งบอล นั้นยังทำกันได้ไม่แน่นอน ขาดๆ เกินๆ ก็ควรจะย้อนกลับไปยังบทที่หนึ่ง คือการฝึกทักษะพื้นฐานให้แน่น และเชื่อว่ากว่าลูกทีมของบาร์เซโลน่าจะส่งบอลกันได้แม่นยำขนาดนี้ พวกเขาอ่านบทที่หนึ่งกันมากว่า 100 รอบ

จากนั้นก็นำมาสู่การ "คิดเหมือนกันทุกคน"

นี่คือสิ่งที่ยากในการสร้างทีมเวิร์ก

บาร์เซโลน่าสามารถสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ จึงทำให้พวกเขาอยู่เหนือสุดของทีมฟุตบอลทั่วโลก

แม้ผลการแข่งขันของเมื่อคืนจะพิสูจน์สายตาชาวโลก รวมถึงชาวต่างดาวแล้วว่า ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีใครเป็นอมตะ ซึ่งก็เป็นสัจธรรมที่หลายคนรู้ดี

แต่ผลการแข่งขันดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ว่าบาร์เซโลน่าเก่งน้อยลง หรือระบบทีมที่ว่านั้นไม่ได้ผลแล้ว

หากต้องชื่นชมเชลซีที่เคารพในวินัยไม่แพ้บาร์เซโลน่า เกมรับและการสวนกลับเร็วของเมื่อคืน พวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แม้เปอร์เซ็นต์การครองบอลจะเทียบกันไม่ติด แต่พวกเขามุ่งไปที่จุดหมายเดียวคือการป้องกันและการเข้าสู่รอบต่อไป

นอกจากวินัยแล้วก็ต้องยอมรับในพลังใจของนักเตะเชลซี ที่โดนนำไปถึงสองลูกก่อน แต่ก็ยังพลิกกลับมาตีเสมอได้ แม้จะต้องบอกว่ามีโชคช่วยที่เสียจุดโทษแต่ไม่เสียประตู

เนื่องจากนี่คือฟุตบอล ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีดเสียงสุดท้าย

ใครจะเชื่อว่ามือหนึ่ง (หรือเท้าหนึ่ง) ของทีมอย่างเมสซี่จะสำแดงฤทธิ์ไม่ออก และพลาดจุดโทษ ซึ่งนำไปสู่การโจษจันของแฟนบอลว่าเป็นสาเหตุของความล้มเหลวในเกมนี้

เหนือสิ่งอื่นใด บุคคลหนึ่งที่สร้างกระแสไม่แพ้กัน

ใครจะเชื่อว่าเขาจะยิงประตูสำคัญในเกมสำคัญที่สุด

"เฟอร์นานโด ตอเรส"

"This is football"






คาเมะคุง