-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เหตุผล


            ใต้ร่มไม้สูงใหญ่ ลานกว้างเต็มด้วยโต๊ะอาหาร
            คนหนุ่มหลายคนนั่งล้อมโต๊ะ ศีรษะเกลี้ยงเกลา ผ้าเหลืองห่อหุ้มร่าง กระชับสัญญาว่าจากนี้ไปพวกเขาไม่ใช่เพียงผู้นับถือศาสนา หากเป็นผู้ดำรงและเผยแพร่ตามหลักจารึก
            เสียงสวดบทกรวดน้ำดังก้อง ญาติโยมประนมมือ เขาและเพื่อนอีกสองนายควานสายตาหาสหายรัก ชายหนุ่มที่ร่วมในพิธีอุปสมบทหมู่ครั้งนี้ เขาสบตาเรา ยิ้มอ่อนโยนดั่งเคย เชื่อว่าแม้นอกผ้าเหลือง รอยยิ้มและสายตาที่บอกจิตใจอันดีงามนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยน
            เขาเหมาะที่จะบวช
            เพื่อนสองคนข้างๆ ยกมือนมัสการ เขาโบกมือต่ำ เพื่อนท้วงในกริยาห่ามของเขา ก่อนทั้งสามจะเดินเข้าไปคุยกับว่าที่สงฆ์หนุ่มด้วยท่าทีที่พร่องความสนิทสนมไปจากเดิม เดิมทีที่ยังไม่ละเส้นผม 
            ก่อนออกจากบ้าน เขาไม่ได้บอกแม่ว่าไปไหน เป็นความตั้งใจ ทั้งที่ไม่ได้ไปเกกมะเหรกที่ไหน ซ้ำยังเป็นงานมงคล   
เพียงแต่เขาไม่อยากให้แม่คิดว่าลูกคนอื่นกตัญญูกว่าลูกตัวเอง
            เขาบอกผมว่าไม่เคยคิดจะบวช
            อย่าเพิ่งตราหน้าว่าเนรคุณ เขารักพ่อ รักแม่ และรักมาก (มากที่เป็นคำขยาย ไม่ใช่พี่มาก) เพียงแต่ยังไม่บรรลุเหตุผลที่ควรบวช โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ชีวิตบนทางโลกเป็นหลักอย่างเขา
            หลายครั้งเคยได้ยินคุณประโยชน์ บวชเพื่อชำระล้างจิตใจ เพื่อขจัดกิเลส แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่พร้อมจะลดละเลิกจริงๆ ซึ่งเขายังไม่เป็นหนึ่งในนั้น
            ไหนจะเพื่อทดแทนบุญคุณ ให้พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ แม้นสวรรค์มีจริง เขาเพียงเชื่อมาตลอดว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เขาว่าถ้าบวช กิจวัตรที่แน่นอนไม่ใช่นั่งสมาธิภาวนา แต่อาจเป็นการเพ้อฟุ้งไปในเรื่องทางโลก หรือคิดถึงหญิงสาวที่ชอบ ชายผ้าเหลืองอาจลากผู้เกี่ยวข้องไปแดนอื่นแทนสุขาวดี
            เขายกอีกวลีน่าสนใจ บวชก่อนเบียด ว่าทำให้เขามองจุดประสงค์การบวชเพี้ยนเพิ่มไปอีกว่า เป็นดำเนินการเตรียมตัวเพื่อที่จะไปเบียดหรืออย่างไรแน่?
            ไม่ใช่อยากตั้งตนเป็นปรปักษ์ศาสนา เพียงแต่เมื่อได้พบ ได้สัมผัส และใช้สมองอันเบาปัญญาขบคิดดูโดยจริงจังแล้ว มันรู้สึกเช่นนั้น
            เขาเล่าถึงกาลอดีตว่าเคยบวชเณรเมื่ออายุเท่าเด็ก ม.4 ทุกวันตื่นแต่เช้า บิณฑบาตจากชาวบ้านละแวกวัด จากนั้นนั่งรับภัตตาหารต่อ บางวันมาก บางวันน้อย ฉันไม่เคยหมดสักวันเดียว
            พำนักอยู่กับพระอาจารย์ที่โยมแม่ฝากฝัง ท่านยังคงบุคลิกคนหนุ่มซึ่งแฝงไว้ด้วยความอาวุโส เป็นที่เคารพของญาติโยมต่างๆ พระอาจารย์รักการถ่ายภาพและใช้เวลาว่างท่องอินเทอร์เน็ต (บ่อยนักในเว็บพันธ์ทิพย์ ห้องที่เกี่ยวกับการถ่ายรูป)
            เขายอมรับว่าความตะขิดตะขวงในเรื่องนี้อาจเกิดจากความทึ่มทึบในตัวตนที่ไม่รู้ว่าการใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับพระสงฆ์นั้นไม่เหมือนกับฆราวาสบางคนที่ใช้เพื่อบันเทิงเป็นหลัก สมัยนี้การเผยแพร่คำสอน ถ้อยเทศนา ผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมาย แปลกอะไรหากพระอาจารย์จะใช้สื่อออนไลน์เพื่อการศึกษาและเผยแพร่สิ่งดีงาม
            ถ้าเขาไม่ทะลึ่งไปเห็นจอยสติ๊กในห้องของท่านเสียก่อน
            หยุดครับ เขาดีดคำห้วนขึ้นมา อย่าเพิ่งมองท่านในแง่ร้าย เพราะสุดท้ายเขาไม่ทราบว่าเป็นของท่านเองหรือเปล่า มีลูกศิษย์มาฝากไว้หรือไม่ (ทั้งกุฏิมีแค่เขาและท่าน) แต่นั่นก็ทำให้คนชอบตั้งคำถามอย่างเขาผุดเควสชั่นมาร์คขึ้นหลายอันเหมือนกัน ยิ่งตอนที่มีโอกาสสอนท่านเล่นเอ็มเอสเอ็น ดันเหลือบไปเห็นไอค่อนเกมวินนิ่งอีเลเว่นบนเดสทอป สายตาอุตริจริงๆ เขารำพึง
            อีกครั้งหนึ่งก่อนนี้ประมาณหนึ่งปี เพื่อนรักเข้าพิธีอุปสมบท เอ่ยอ้างลั่นวจีว่าอยากบวช เป็นมั่นเป็นเหมาะ เขายินดียิ่ง จนกระทั่งสี่ห้าวันให้หลัง ได้ฟังคำจากทิดหนุ่มว่าสึกก่อนกำหนด เพราะเบื่อ เขาเข้าใจ และคิดไว้แต่แรก
            แม่เขาพูดเสมอว่าให้ทำบุญสะสมไว้มากๆ ถึงคราเคราะห์กรรมซัด กุศลจะกลับมาเกื้อหนุนจุนเจือได้ ครั้งหนึ่งแม่รบเร้าให้ไปกราบหลวงพ่อชื่อดัง ราวว่าท่านเป็นอรหันต์แล้ว ได้สักการะครั้งหนึ่งจะได้บุญกว่าตักบาตรพันครั้ง เขาบอกผมว่าตอนนั้นแปลกใจที่รู้ว่าบุญคิดเป็นมูลค่า มีมากมีน้อย เป็นวัตถุชนิดหนึ่งบนโลกที่หลายคนนิยม หรือเป็นวัตถุนิยมไปแล้วหรือเปล่า เขาไม่แน่ใจ
            เทศกาลทำบุญใหญ่มาเยือน งานสิริมงคลโอฬาร เขาดันอุตริคิดว่าข้าวสารอาหารแห้งอันเหลือเฟือเหล่านั้นจะควรค่าของตัวมันเองมากกว่านี้ หากถูกจำหน่ายไปยังหมู่บ้านที่เต็มด้วยคนยากไร้ หิวโหย ใครบางคนบอกเขาว่าการใส่บาตรกับพระสงฆ์นั้นได้บุญมากกว่าหลายเท่าตัว
            “พุทโธ่” เขาอุทานแบบพุทธศาสนิกชน เผลอปักใจด้วยความเขลามาตลอดว่าบุญกุศลจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและจุดประสงค์ในการเผื่อแผ่เป็นหลัก
            ผมมองหน้า สบสายตาเขาที่เจือแววเศร้าปนสมเพชตัวเอง
            ด้วยการตีความผิวเผิน ผมเปรยว่าเขาคงไม่เคยคิดสวดมนต์ ไปทำบุญ หรือรักษาศีลเลย
            คำเฉลยจากฝีปากเขาทำให้ผมอายเล็กน้อย
            เขาสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน กราบไหว้พระพุทธรูปและพระสงฆ์ ไปตักบาตรทุกครั้งที่แม่ต้องการเขาไปด้วย
            เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่เคยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
            ผมเลิกคิ้วขึ้น ส่งสายตาประหลาดใจ
            เขาบอกว่าไม่เชื่อก็ได้ เพราะเขาไม่เคยศรัทธาในศีลห้าข้อที่ 4 เพียงแต่เชื่อสุดใจในนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะเท่านั้น
            แล้วทำไมเขาจึงสวดมนต์
            เขาเชื่อว่าการสวดมนต์ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นำไปสู่สติ และมุ่งตรงไปยังชีวิตที่ดี เขาไม่ได้เชื่อว่าสวดมนต์แล้วชีวิตจะดีขึ้นด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็น
            ทำนองเดียวกับการกราบพระ และไปตักบาตร
            เพียงแต่การบวชที่แม่ต้องการ เขาไม่เห็นเหตุผลและความจำเป็นของการต้องโกนหัว โกนคิ้ว ห่มเครื่องแบบที่เรียกว่าผ้าเหลือง แล้วอยู่อย่างเงียบเหงาในกุฏิเพียงเพื่อขีดปฏิทินรอวันสึก นี่คือตัวเขา ซึ่งหากเป็นคนอื่น อาจตั้งมั่นรักษาศีล สมาธิ เจริญภาวนา และนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้
            แต่เขากลับเห็นว่าการเข้าสู่ทางธรรม เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในทางโลกนั้น การบวชก็เป็นเพียงเครื่องบ่มเพาะบุญกุศลเพื่อสนับสนุนชีวิตทางโลกอย่างนั้นหรือ
            แม้จะไม่เคยตั้งใจเรียนวิชาพุทธศาสนา แต่เขาก็จำได้ลางๆ ว่าหลักแท้จริงคือการละเว้นกิเลสทั้งปวง ซึ่งประกอบด้วยรักโลภโกรธหลง รวมถึงชื่อเสียเงินทอง ขณะที่ใครบางคนคิดว่าการสะสมบุญมีเพื่อมุ่งหมายในความร่ำรวย สำเร็จในหน้าที่การงาน
            เขาจึงศรัทธาในผู้บำเพ็ญกุศลเพื่อละกิเลสอย่างแท้จริงมากกว่าคนที่ทำบุญเพื่อหวังบุญ เลื่อมใสในพระสงฆ์ที่ตั้งมั่นในการบวชไว้จนสิ้นลมหายใจ มากกว่าที่บวชเพราะเป็นหน้าที่ชายไทยอายุเกิน 20 ปี
            ความคิดเขาช่างแปลกแยก โชคดีที่คนรับฟังคือผม หาใช่คนใจแคบมองโลกด้านเดียว
            ผมสงสัยในการละเว้นอบายมุขของเขา หากเขาไม่ศรัทธาในศีลในธรรม แล้วเขากลัวบาปเรื่องนี้ด้วยหรือ
            เขาไม่ได้ละเพราะกลัวบาป
            เขาเพียงมองไม่เห็นเหตุผล และประโยชน์ของการดื่ม สูบ เสพ สักวันหากพบเหตุผลที่ดีพอ เขาพร้อมจะรินใส่แก้ว คาบใส่ปาก
            เช่นกันกับเหตุผลของการละเส้นผม สวมผ้าเหลือง เขายังไม่พบเหตุผลที่ดีพอ ซึ่งไม่ใช่การประกาศกร้าวว่าชีวิตนี้จะไม่แตะผ้าเหลือง เขาพร้อมแน่ หากสมเหตุสมผล
            “ผมเคยฟุ้งขึ้นว่า หากได้สบกับยมบาลตอนทียังไม่ถึงฆาต ผมจะถามท่านว่า ชีวิตผมทั้งชีวิตลิ้นไม่เคยแตะน้ำเมา ฝีปากไม่เคยสัมผัสก้นกรอง แต่ไม่เคยอยู่ในศีลในธรรม ในผ้าเหลือง ผมจะต้องลงนรกไหม” เขากล่าวเย่อหยิ่ง ผมขนลุกด้วยหวาดเสียวว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงจะนั่งฟังอยู่ข้างๆ
            ผมถามเขาครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้วันวิสาขบูชา เขาจะไปเวียนเทียนไหม
            “ถ้าแม่อยากให้ผมไป ผมก็อยากไป เวียนเทียนเป็นกิจกรรมที่ดี โบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ควรค่าแก่การเดินชม และทำสมาธิ”
            เราเอ่ยคำลา ด้วยศรัทธาในความแน่วแน่ของวิถีชีวิต ผมยื่นมือหวังสัมผัสมือเขาด้วยแรงบีบมั่นคง
            แต่กระจกเงาเบื้องหน้ากั้นไว้
            แม่ของผมเดินมา เอ่ยชวนไปเวียนเทียนพรุ่งนี้
            “ถ้าแม่อยากให้ผมไป ผมก็อยากไปครับ”



คาเมะคุง

2 ความคิดเห็น:

  1. บางช่วงอ่านแล้วรู้สึกคุ้นเคยกับทั้ง "เขา"และ "ผม"
    แต่บางตอนก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาทำให้คิดว่า
    ไม่หรอก เราไม่รู้จักทั้ง "เขา" หรือ "ผม"เลย
    และสุดท้ายค.จริงก็เฉลย .. ทั้งคู่รู้จักกัน
    รู้จักกันดีกว่าที่เราคิดว่าเรารู้จักเขาทั้งสองเสียอีก


    biblion

    ตอบลบ