-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

กลัวที่ไหน


            พี่ชายของเขาเป็นมาเฟีย
            ไม่สิ... แค่ชื่อคลับคล้ายว่าน่าจะเป็นเท่านั้น ตัวจริงเสียงจริงเป็นอย่างไร น้อยคนที่รู้
            งั้นเอาใหม่... พี่ชายของเขาชื่อ “ตี๋ใหญ่”
            เพียงเอื้อนเอ่ย ก็ปรากฏภาพหนุ่มใหญ่คาดแว่นกันแดดสีดำ ใบหน้าอาจมีแผลเป็นจากการเย็บลากยาวจากคิ้วถึงกระพุ้งแก้ม น่าเกรงขาม
            แต่ใครจะนึกว่าคำที่ความหมายตรงกันข้ามจะสร้างผลกระทบทางความรู้สึกรุนแรง มีใหญ่ต้องมีเล็ก ดังนั้นชื่อของเขาจึงไม่โหดดุ แต่กลับคิกขุ น่ารัก ใครได้ยินเป็นต้องอมยิ้ม
            ตี๋เล็กเป็นชายหนุ่มธรรมดา ทั่วไปๆ ไม่ต่างจากเพื่อนในกลุ่มของเขา แต่เพื่อนๆ ตัวดีทั้งหลายต่างยกยอว่าเขามีบางเรื่องที่เหนือกว่าคนอื่น น่าเศร้าที่ไม่ใช่เรื่องน้ำใจ น้ำอดน้ำทน หรือน้ำหน้า แต่เป็น “น้ำหนัก”
            แม้เรือนร่างจะไม่ได้ใกล้เคียงกับนักกีฬา ไม่เฉียดแม้แต่น้อย แต่เขาก็รักการเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล เรื่องฝีเท้าน่าสนใจ ทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในสนาม เกมวันนั้นจะมีสีสันมากเป็นพิเศษ พิเศษขนาดที่ว่าเป็นสีสันบันเทิงได้ทีเดียว เขาเป็นตัวอันตรายที่สุดเมื่ออยู่บริเวณกรอบเขตโทษ (ของตัวเอง) แมตช์ล่าสุดสถิติของเขาคือยิง 1 จ่ายให้ยิง 2 นับว่าไม่เลว หาก 3 ประตูนั้นไม่ใช่ฝั่งตัวเอง
            สัจธรรมข้อหนึ่งของโลกมนุษย์ระบุไว้ว่า คนอ้วนคือตัวตลก เพราะไม่ว่าคนเหล่านี้จะทำอะไรก็ดูน่าขบขันไปเสียทุกเรื่อง
            คนอ้วนบางคนอยากใส่กางเกงขาลีบ แต่ทรวดทรงของเรียวขาไม่ได้ลีบตามกางเกง ตลก
            คนอ้วนบางคนอยากแต่งตัวหล่อ เซ็ตผม แต่ใบหน้าอวบอัดไม่ได้เข้ากับผมชี้ฟ้า หากเข้ากับการไปจ่ายตลาดซื้อพริกชี้ฟ้ามากกว่า  ตลก
            คนอ้วนเตะบอลกับเพื่อน ทีมขาดตำแหน่งผู้รักษาประตู เขาถูกไล่ให้ไปยืนเฝ้าเสา ตลอด
            ฯลฯ
            แม้แค่มีคุณสมบัติความอ้วนอยู่ ก็ตลกได้แล้ว แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกคนต่างลงความเห็นว่ามันตลกจริงๆ ตลกอย่างร้ายกาจ ตลกซึ่งไม่เกี่ยวกับความอ้วน เรื่องนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อโทรศัพท์มือถือของตี๋เล็กดังขึ้นในห้องที่เต็มไปด้วยเพื่อน
            “ ~กะ กะ กะ กลัวที่ไหน เกรงใจหรอกหนา...”
            ไม่ใช่... เพื่อนๆ ของเขาไม่ได้เหมารวมอย่างอคติว่าบี้คือตัวแทนของความตลก (แม้ว่าบางเพลงจะฟังแล้วจั๊กจี้ก็ตาม) แต่ความบันเทิงมันอยู่ที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตกลมๆ ร่างหนึ่งลุกขึ้นเต้นตามเพลง ไม่ใช่เต้นแร้งเต้นกาหรือเต้นไก่ แต่เป็นการเต้นโคฟเวอร์ที่แนบเนียน มีจังหวะจะโคน แม้ว่าดูเหมือนจะโค่นก็ตาม ร่างท้วมทุ้ยเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง กล้ามเนื้อนุ่มนิ่มตามท่อนแขนท่อนขา รวมถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องที่น่าเกรงขามเต้นเร่า กระเพื่อมไปตามริทึ่ม สะกดผู้ชมในห้องให้จ้องตาไม่กระพริบ จนใครคนหนึ่งหลุดจากภวังค์ จึงเรียกนักเต้นให้รับโทรศัพท์ การแสดงจึงสิ้นสุด
            นับแต่นั้นมาจึงเป็นเรื่องเล่าขานและรู้กันดีในวงเพื่อนฝูงว่านอกจากศิลปินเจ้าของเพลงจะเป็นขวัญใจของเขาแล้ว ทุกครั้งที่เพลงของบี้ดังขึ้น เขาไม่อาจจะสะกดแขนขาให้อยู่นิ่งได้ ไม่ว่าเพลงช้าเพลงเร็ว เขาเต้นได้ทุกกระบวนท่า ระบำแขนและข้อมือเป็นวงรูปหัวใจได้อย่างพลิ้วสะบัด ใครคนหนึ่งถามเขาว่าไม่อายเวลาต้องเต้นกลางที่สาธารณะหรือ จึงตั้งริงโทนเป็นเพลงนี้ แต่เขายังคงตอบติดตลก ฟังแล้วอยากเตลิดเตลิง
            “กะ กะ กะ กลัวที่ไหน...”
            ดูเหมือนวิญญาณของศิลปินคนนี้จะเข้าสิงไปลึกถึงระดับจิตใต้สำนึก ต่อให้เป็นซิกมันด์ ฟรอยด์ก็ช่วยไม่ได้ คงต้องจับห่อกระดาษฟอยล์แล้วเข้าเตาไมโครเวฟอย่างเดียว ทางนั้นเขา “บี้ สุกฤษฎิ์” แต่ทางนี้มัน “ตี๋ สุกร” ชัดๆ
            ไม่ว่าใครจะมองเป็นตัวตลกอย่างไร ตี๋เล็กก็ไม่เคยโกรธเคือง แต่กลับสนุกสนานและแอบภูมิใจอยู่เล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวงเพื่อนได้ ทุกคนจึงรักและเอ็นดูเขาด้วยการกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยให้พอขำขัน ขำโอ่ง ขำฝักบัวกันไป
            แต่แล้ววันที่ความตลกซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาก็ไม่ทำให้เขาภูมิใจอีกต่อไป แรงดึงดูดแห่งรักดึงเขาให้ตกลงสู่เหวลึกดั่งอากาศยานที่ดิ่งเข้าสู่ห้วงแรงโน้มถ่วงของโลก และกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อกระทบพื้นดิน เขาไม่อยากเป็นตัวตลกอีก เขาอยากเท่ อยากดูดีขึ้นมาในสายตาของสาวน้อยผมยาวสีน้ำตาลอ่อนคนนั้น ดวงตาเป็นประกายโดยไม่ต้องพึ่งบิ๊กอายของเธอทำให้ใจเขาละลาย หากมันทำให้ไขมันละลายได้บ้างก็คงดี
            เขาปรึกษาเพื่อนสนิทในกลุ่มที่ดูจะคล่องแคล่วเชี่ยวชาญในเรื่องความรักเป็นพิเศษ
            “มึงต้องหาทางทำความรู้จักให้ได้ก่อน สร้างความประทับใจแรกพบให้ดี ทำตัวให้เป็นมิตร แต่อย่าเล่นตลกใส่เขาล่ะ มันไม่น่าเชื่อถือ”
            นั่นคือคำที่เพื่อนแนะนำ ตี๋เล็กเข้าใจดีและไม่คิดจะเล่นตลกกับความรัก เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีวิธีใดๆ ในหัวเลยที่จะเชื่อมโยงเขาและเธอเข้าด้วยกัน จะใช้วิธีเดินดุ่ยเข้าไปแล้วร้องเพลง “รักนะคะคนดีของฉัน” พร้อมท่าเต้นกินใจ เขาก็คิดว่าไม่เหมาะเท่าไร อาจเป็นเพราะเขาอ้วน และไม่ได้ดูดีเหมือนบี้ เดอะสตาร์
            นับวันเขายิ่งว้าวุ่นใจ ความรักที่เป็นสิ่งสวยงาม บางครั้งกลับโหดร้าย มันกัดกินจิตใจอันบอบบาง กัดกร่อนความมั่นใจที่มีให้เป็นธุลีปลิวหายไปกับสายลม เขากระวนกระวายและไม่เป็นตัวของตัวเอง นั่นไม่เท่าไร แต่เรื่องใหญ่คือการเข้าไปทำความรู้จัก คนอ้วนอย่างเขาคงไม่อาจสร้างความประทับใจแรกพบกับใครได้ เขาตัดพ้อ
            “เราตัวอ้วน วิ่งช้า ตามความรักไม่ทันหรอก”
            เพื่อนผู้หวังดีไม่อาจทนเห็นตี๋เล็กในสภาพนี้ต่อไปได้ เขาเสนอวิธีสานสันพันธ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้มันได้ผลชะงัดมาแล้ว ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะชอบหรือไม่ แต่อย่างไรก็จะได้เบอร์โทรศัพท์มาไว้ครอบครองแน่นอน
            “มึงต้องแกล้งทำโทรศัพท์หาย ขอยืมมือถือเธอโทรหาเพื่อน แต่กดเบอร์มึงเอง แค่นี้ก็ได้เบอร์แล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยโทรไป ใช้เหตุผลว่าโทรมาขอบคุณที่ให้ยืมโทรศัพท์ แล้วก็ชวนคุย ทำความรู้จัก แค่นี้เองเพื่อน”
            ตี๋เล็กผู้ไม่สันทัดกับประสบการณ์จีบผู้หญิงถึงกับอึ้งเมื่อได้ฟังแผนอันแยบยลของเพื่อน แม้ใจจะกล้าๆ กลัวๆ อยู่ แต่เสียงของบี้ก็ดังก้องในจิตสำนึกราวกับจะปลุกใจเขาให้ฮึกเหิม พร้อมเข้าสู่สมรภูมิการจีบสาว
            “กะ กะ กะ กลัวที่ไหน...”
            รุ่งขึ้น ตี๋เล็กไม่รอช้า ลากสหายที่ปรึกษาไปดักรอนางในฝันทันที ร้านกาแฟแบบเอาท์ดอร์บรรยากาศอบอุ่นอยู่ห่างจากที่กบดานของพวกเราไม่ถึง 10 เมตร เขาเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอมานั่งที่ร้านที่เป็นประจำ ครั้งแรกที่เห็นเธอ หัวใจมันก็ร้องเป็นเพลง ลุค ไลค์ เลิฟ
            เพียงเวลาไม่นาน เธอก็มาตามที่คาดไว้ หญิงสาวผมยาวดัดเป็นลอนหลวมในชุดเดรสลูกไม้สีขาว ผมสีน้ำตาลอ่อนส่องประกายสะท้อนกับแสงแดด ลมเบาๆ โชยมาทำให้มันปลิวสยายช้าๆ ทั้งตี๋เล็กและเพื่อนประหนึ่งถูกสะกดในมนตรา เพื่อนคลายมนต์สะกดได้ก่อน สะกิดตี๋เล็กเบาๆ
             “เฮ้ย เป็นไร”
            “จังหวะหัวใจเรา มันเต้นผิดปกติ”
            “เข้าเลยดิรอไรวะ”
            “เฮ้ย Wait a minute รอหน่อย รอหน่อย”
            “ตลกนะมึง เร็วๆ เหอะ”
            “แต่ถ้าได้เบอร์มา เราก็ไม่รู้จะโทรไปคุยอะไร”
            “มึงก็ โทรมาว่ารัก ไง”
            ทั้งสองหัวเราะก๊ากขึ้นมา แต่สำนึกได้ว่ากำลังสะกดรอยอยู่ รีบเอามือป้องปากแล้วจ้องหน้ากัน ยังคงหัวเราะคิกคัก ทำให้ตี๋เล็กคลายความตื่นเต้นลงได้บ้าง เพื่อนใช้มือดันหลังให้รีบเดินหน้าบุก เขากัดฟันแล้วทำสิ่งที่กล้าหาญที่สุดในชีวิต เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะของเธอ
            สาวน้อยที่กำลังนั่งดูดน้ำผลไม้ปั่นเหลือบเห็นชายหนุ่มร่างท้วมเดินมุ่งมั่นเข้าใส่ เธอแปลกใจเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับหวาดกลัว แล้วทั้งสองก็สบตากัน เธอวางแก้วเครื่องดื่มลง เลิกคิ้วขึ้นสูงเหมือนรู้ตัวว่าเขามีบางอย่างต้องการจะบอก
            “ท.. โทรศัพท์เราหาย ขอยืมมือถือโทรหาเพื่อนหน่อยได้ไหมครับ”
            หญิงสาวลังเลเล็กน้อย ก่อนยื่นไอโฟน 4S ให้ สีหน้าของตี๋เล็กเริ่มซีดขาว เหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย
            “เอ่อ มัน...กดเบอร์ยังไงหรอครับ”
            เธออมยิ้มและขำเล็กๆ ก่อนหยิบไอโฟนจากมือเขามาสไลด์ปลดล็อกแล้วเข้าเมนูสำหรับกดเบอร์ เธอยื่นมันให้เขาอีกครั้ง เพื่อนที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับขำขึ้นมาในความน่าสมเพช คราวนี้ตี๋เล็กไม่พลาด ใช้นิ้วสัมผัสจอ กดหมายเลขโทรศัพท์ของตัวเองลงไปอย่างแม่นยำ แล้วจ่อไอโฟนไปที่หูข้างขวา นับถอยหลังสู่เสียงตู๊ด เสียงที่รับประกันว่าเบอร์ของเธอจะปรากฏที่เครื่องของเขา เสียงที่ประกาศเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเขากับเธอ เหงื่อกาฬเริ่มผุดมากขึ้น แม้ว่าแดดวันนี้จะไม่ร้อนมากก็ตาม
            เสียงตู๊ดดังขึ้นจนได้ แต่มันไม่ได้เป็นเสียงเดียวที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดในขณะนี้ เพราะหากมันคือเสียงสวรรค์ เสียงนรกก็แผดดังขึ้นมาควบคู่กัน
            ...
            ~กะ กะ กะ กลัวที่ไหน เกรงใจหรอกหนา ไหนใครว่าไม่กล้าเข้าไป จะให้ลุยตอนนี้ เลยก็ยังไหว...”
          สัญชาติญาณนักเต้นไม่เคยจาง มันทำงานตามหน้าที่ไม่ว่าที่ไหน
          สายลมอ่อนๆ ยังคงพัดโชย สายตาสองคู่จ้องมองกันราวกับว่าถูกตรึงเส้นสายตาเอาไว้ นอกจากแขนขาของเขาที่ยังคงเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลงอย่างควบคุมไม่ได้ ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งลง แม้แต่เวลา
            ไม่มีใครกล้าทำนายฉากต่อไป
          บางทีถ้าเปลี่ยนริงโทนเป็นเพลง รักนะคะ เรื่องอาจจบสวยกว่านี้


คาเมะคุง