ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเขา
เด็กน้อยคนหนึ่งอาจตัวเล็กและไร้เดียงสาเกินกว่าจะอยู่อย่างลำพังในที่แห่งนี้
กว่า 2 ปีแล้วตั้งแต่ครอบครัวของเขาย้ายออกไป มันถูกทิ้งร้างให้เป็นที่อยู่ของฝุ่นละอองและหยากไย่ โครงสร้างที่ทำด้วยไม้ทั้งหลังผุกร่อนด้วยฝีมือปลวก เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิม บางชิ้นหากนำไปทำความสะอาด ใช้แปรงขัดและลงสีใหม่ก็อาจนำกลับมาใช้ได้อีก แต่มันก็ถูกตรึงไว้ด้วยฝุ่นหนา ยากเกินกว่าจะยกออกมา ความจริงแล้วก่อนหน้านี้มันเป็นบ้านที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ตั้งอยู่บนเนินดินเตี้ยๆ ภายนอกล้อมรอบด้วยสวนพฤกษาและต้นไทรใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าไม่ไกลจากประตูหน้าบ้านนัก ใต้ถุนบ้านยกสูงเพื่อเป็นที่นั่งเล่นและสังสรรค์ ภายในก็สะอาดปลอดโปร่ง ไม่คราคร่ำด้วยสิ่งสกปรกเช่นตอนนี้
แม้สถานที่แห่งนี้จะไม่น่าพิสมัย อีกทั้งมีบรรยากาศที่คุกรุ่นไปด้วยความน่ากลัว แต่ก็ยังพอมีผู้ที่แวะเวียนเข้ามาในตอนกลางวันอยู่เล็กน้อย บ้างมาถ่ายรูป วาดรูป หรือแม้แต่เข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกครั้งที่มีแขก เขาจะดีใจเสมอ แต่ไม่มีใครเคยมองเห็นเขา อาจเป็นเพราะเขาชอบแอบอยู่หลังเสาและริมฝาผนัง โผล่เพียงครึ่งหัวน้อยๆ และดวงตาสองข้างออกมาเพื่อแอบมองผู้คนเหล่านั้น
“อยากเล่นกับพวกนั้นจัง”
เขาคิดเช่นนี้เสมอแม้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แค่ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดกาลก็เป็นความสุขที่มากเหลือแล้ว
แต่สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกไป...
ไม่มีวี่แววของผู้ที่มาเยี่ยมเยียนเลยสักคนเดียว รอยเท้าบนพื้นเริ่มถูกกลบด้วยฝุ่นละอองหน้าเตอะ ทุกอย่างเงียบเหงา บางทีอาจเป็นเพราะเหตุการณ์ในคืนนั้น
ในเวลาที่ไม่สมควรนัก เจ้าของบ้านตัวน้อยรู้สึกถึงสัญญาณของสิ่งมีชีวิต
เด็กหนุ่มสองคนอายุราว 15 ปี คนหนึ่งถือไฟฉายเดินนำและถุงพลาสติกซึ่งบรรจุสิ่งของเล็กๆ บางอย่าง คนหนึ่งเดินเกาะไหล่ตามด้วยท่าทีหวาดระแวง
“กูว่ากลับเหอะว่ะ”
“เฮ้ยอย่ากลัวดิ เผื่อได้เรื่องเขียนส่งไปรายการผีๆ ฮ่าๆ” ชายคนกล้าพูดอย่างไม่หวั่นไหวต่อบรรยากาศรอบข้าง พร้อมหยิบสิ่งของบางอย่างในถุงวางลงพื้น
เจ้าตัวเล็กแอบตัวอยู่หลังเสาโผล่หน้ามาสังเกตการณ์เช่นเคย คราวนี้ตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง
“อยากเล่นด้วยจัง อยากเล่นด้วยจัง” เสียงนี้ดังขึ้นในใจพร้อมกับประกายลุกวาวของดวงตาบริสุทธิ์ที่จ้องไปยังแก้วใสๆ ในมือของผู้มาเยี่ยมเยียน
“จะดีหรอวะ อาจจะมีพลังงานหรือวิญญาณอะไรอยู่ก็เป็นได้นะ ถ้าขยับขึ้นมาจริงนี่กูคงหลอนมาก”
“มีไม่มีเดี๋ยวก็รู้ ตอนนั้นกูเคยเล่นแบบนี้ที่โรงเรียนตอนกลางคืน เพื่อนแม่งอำ ใช้นิ้วดันแก้ว ทุกคนในวงหลอนหมด แต่กูไม่เชื่อว่าแก้วจะขยับได้เอง”
“ก็อยากรู้เหมือนกันนะ แต่ตอนนี้ขนลุกโคตรๆ ”
“อยากรู้ก็ต้องพิสูจน์” พูดเสร็จเขาก็เริ่มพิธี
“หากมีวิญญาณดวงใดสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ขอจงเข้ามาสถิตอยู่ในถ้วยแก้วใบนี้ด้วยเถิด” เขากล่าวพร้อมกับยกมือไหว้สูงเหมือนไหว้เจ้า แล้วหยิบแก้วขึ้น
“เรียกเราหรือเปล่านะ”
ดูเขาตื่นเต้นกับแก้วใบนั้นราวกับเป็นของเล่นใหม่ที่พ่อเพิ่งซื้อมาให้ เด็กน้อยไม่รอช้า บีบตัวให้เล็กลงแล้วพุ่งเข้าไปในแก้วนั้นก่อนที่จะถูกวางคว่ำลงบนพื้นที่ปูด้วยแผ่นกระดาษเก่าๆ มีตัวหนังสือ ก ข ค
“โอ๊ยทำไมแคบจัง” เขาร้องขึ้นในใจขณะที่ร่างถูกบีบให้เล็กลงเท่าขนาดแก้ว
“เฮ้ยกูว่าแก้วมันสั่นๆ ว่ะ”
ทันใดนั้นก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นในสายตาผู้มาเยี่ยมเยียน
“โอ๊ย ทนไม่ไหวแล้ว... เพล้ง!” ดวงวิญญาณเด็กน้อยขยายตัวออก ถึงเขาจะเป็นวิญญาณดวงเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้เล็กขนาดที่จะเข้าไปอยู่ในแก้วได้นานๆ
เขามองหันซ้ายหันขวาด้วยความงุนงง ชายทั้งสองเผ่นป่าราบออกไปตั้งแต่เศษแก้วชิ้นแรกกระเด็นลอยในอากาศ บัดนี้เหลือเพียงเขาลำพังในบ้านไม้มืดๆ
“ผมขอโทษ คราวหลังผมจะไม่ซนอีก” เด็กน้อยร้องไห้ น้ำตาของเขาหยดลงบนกระดานตัวอักษร แต่ไม่มีร่องรอยของความเปรอะเปียก
นับจากนั้นบ้านไม้เก่าที่น่าพิศวงก็กลายเป็นบ้านผีสิงอย่างเต็มตัว แล้วใครล่ะจะเข้ามาเยี่ยมเยียนเด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวคนนี้อีก ทุกวันเขาได้แต่เฝ้ารอว่าจะมีใครแวะเวียนมาหาอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งใจว่าจะทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด ถึงกระนั้น เวลาผ่านไปแรมเดือนก็ยังไม่มีรอยเท้ามนุษย์คนไหนมาเหยียบลงฝุ่นหนาๆ บนพื้นที่แห่งนี้อีก
จนกระทั่งคืนหนึ่ง...เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วจากหน้าบ้านเข้ามา เจ้าของบ้านผู้อยู่ในสภาวะซึมเศร้าตื่นตัวกระโดดลอยออกจากซอกหลืบใต้บันได โผล่สายตาลอดออกมาทางหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ตลอดเวลา เห็นผู้คนทั้งหญิงชายประมาณหกเจ็ดคนยืนคุยกันเหมือนตกลงอะไรสักอย่าง พร้อมด้วยรถยนตร์และรถตู้อีกสองสามคันจอดเรียงราย
“อยากเล่นด้วยจัง อยากเล่นด้วยจัง” เขาตื่นเต้นอย่างออกอาการ
ชายหน้าตาธรรมดาและสาวสวยในชุดสายเดี่ยวกางเกงขาสั้นเดินแยกออกจากกลุ่มมายังบันไดทางเข้า ชายอีกหนึ่งคนถือกล่องสีดำรูปทรงคล้ายสี่เหลี่ยมไว้บนบ่าเดินตามเข้าไป
“อยากเล่นจัง” เด็กน้อยสนใจกล่องใบนั้นเป็นพิเศษ ไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่เห็นของเล่นแปลกๆ เป็นต้องกระโดดเข้าใส่ แต่คราวนี้เขาสัญญากับตัวเองว่าจะระวัง
ก่อนที่คนทั้งสามจะเดินขึ้นบันได ชายร่างท้วมที่ดูเหมือนจะเป็นตัวตั้งตัวตีของการมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย
@อาจจะมีพลังงานหรือวิญญาณอยู่ก็เป็นได้
ตอบลบ@อย่าวิ่งนะ เด๋วส่งทีมงานเข้าไปรับ
@โหดสัส
ตอบลบพี่ป๋องมาเอง 5555
ตอบลบ