“กลับมา”
แม้ว่าคำนี้อาจจะยังพูดด้วยเสียงหนักแน่นไม่ได้นัก
แต่สำหรับกรณีนี้คงไม่มีคนใจแคบไม่ให้พูด
หลังจากฟอร์มการเล่นฝืดหนืดตั้งแต่ย้ายมาจากลิเวอร์พูล
(ซึ่งก็พลอยเล่นอย่างหนืดฝืดไปด้วย) เหตุการณ์ที่เพิ่งจบไปเมื่อคืน (29 เม.ย.55) ก็ประจักษ์แจ้งแก่แฟนบอลว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
เมื่อเขาพังประตูไปถึงสามบาน เอ๊ย! สามประตู คว้าเอกสิทธิ์ครอบครองลูกบอลกลับบ้านไปตามระเบียบ
(ตามประเพณีการแข่งขันฟุตบอล คนที่ยิงได้ 3
ประตูขึ้นไปจะได้ลูกฟุตบอลที่ใช้เล่นในเกมนั้นไปครอบครองเป็นทีระลึก)
“เฟอร์นานโด ตอเรส”
เพิ่งตกจากหน้าผาแห่งสุดยอดนักฟุตบอลลงสู่หุบมืดที่มองไม่เห็นพื้น
หลังจากที่ครั้งหนึ่งกับลิเวอร์พูล เขาเป็นหัวใจสำคัญของทีม พึ่งพาได้เสมอ อาจดูสอพลอหากจะบอกว่าในช่วงเวลารุ่งโรจน์นั้น
ลิเวอร์พูลที่ไม่มีตอเรสก็เหมือนกองทัพที่ขาดอาวุธ แต่เชื่อว่าหลายคนคิดไม่ต่างกัน
ทั้งความเร็ว แข็งแกร่ง
ดุดัน เฉียบคม ทั้งหมดอัดรวมอยู่ในตัวชายหนุ่มผู้นี้ เขาเก่ง เท่ และเข้าไปอยู่ในใจใครหลายคน
แต่พระเจ้าไม่เคยลิขิตให้ชีวิตใครดีเลิศไปตลอดรอดฝั่ง
เมื่อหมดยุคของพระเอก ตัวตลกก็เข้าแทนที่
ด้วยเหตุผลหลายๆ
อย่าง ทั้งอาการบาดเจ็บ ความห่างเหินจากการแข่ง สภาพร่างกายที่ขาดการฟิตซ้อม
ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาตกฮวบราวผลสอบของเด็ก ม.ต้นที่เพิ่งติดเกม
เชื่อว่าช่วงตกต่ำ
หรือช่วงเกือบทั้งหมดก่อนเกมนัดตัดเชือกกับบาร์เซโลน่า หลายคนให้กำลังใจเขาและหวังให้ได้ลงสนามเพื่อเรียกฟอร์มเก่งคืน
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยลุ้นให้กองหน้าปืนฝืดไม่ได้ลงเล่น รวมถึงหัวเราะเยาะ
เย้ยหยันในทุกความผิดพลาด ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกไปทันที
ยิ่งถูกกดดัน ยิ่งเล่นผิดพลาด
พอเล่นพลาด ก็ยิ่งถูกสบประมาท เสียงโห่เย้ยหยันระงม ทั้งค่าตัวแพงระยับ 50
ล้านและความคาดหวังจากผู้ชมทั่วโลกต่างกลายเป็นสิ่งที่ไม่หอมหวานอีกต่อไป
ว่ากันว่าชีวิตคนอาจเปลี่ยนได้เพียงเพราะวันเดียว
หรือช่วงเวลาสั้นๆ เพียงช่วงเดียว หลังจากนัดตัดเชือกกับบาร์เซโลน่าที่คัมป์นู
(บ้านบาร์เซโลน่า) ผลอยู่ที่ 2 – 2 ซึ่งเป็นเชลซีที่เข้ารอบด้วยผลบุญจากนัดแรก
(ชนะ 1 – 0) เสียงฮือฮาจากแฟนบอลทั่วโลกดังระงมขึ้นจากสองเหตุผล
หนึ่ง - เต็งแชมป์และยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่าตกรอบ
สอง – ตอเรสยิงตีเสมอให้เชลซีเป็น
2 - 2
แม้จะเป็นประตูเดียวที่ไม่ได้ยิงต่อเนื่องจากนัดก่อนๆ
เท่าไรนัก แต่เชื่อว่าความมั่นใจกลับมาเกินครึ่ง ทำให้คาดเดาไปได้ว่าต้นกำเนิดของ
3 ประตูเมื่อคืน มี 1 ประตูจากนัดที่แล้วเป็นแรงส่ง
ชีวิตมีขึ้นมีลง
คราวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กลับมา” แต่ทั้งหลายทั้งปวง เพียงความมั่นใจอย่างเดียวไม่สามารถเรียกฟอร์มเทพกลับมาได้แน่นอน
การฝึกซ้อมและความมุ่งมั่นพยายามเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่า
หากตอเรสยังยึดมั่นเพียงประตูที่เขาทำได้กับบาร์เซโลน่า
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ
การทำแฮตทริคครั้งนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าฟอร์มของเขาจะดีขึ้นอย่างเสถียร
แต่เชื่อว่ามันจุดประกายให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
ซึ่งหากรวมกับความพยายามในการฝึกซ้อม และมุ่งมั่นในการทำประตูมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าเขาต้องกลับมา
ชีวิตของทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ
ไม่เพียงนักฟุตบอลเท่านั้นที่มีฟอร์มตก ฟอร์มหลุด หรือผิดฟอร์ม อาชีพอื่นๆ
ก็สามารถเล่นผิดฟอร์ม และเข้าสู่จุดตกต่ำของชีวิตได้เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม
สัจธรรมบอกไว้แล้ว มีชึ้นต้องมีลง ถ้าถึงคราวลง ก็พยายามไต่ขึ้น
ถ้าอยู่จุดสูงสุดแล้ว ก็รักษาระดับ และไม่ต้องกังวลถึงความล้มเหลว
เพราะขนาดตอเรสที่ผิดฟอร์มยังคืนฟอร์มกลับมาทำแฮตทริคได้
“แกงส้ม” คนที่พลาดตำแหน่งดาวในคืนนี้ไป
ก็อาจย้อนมาทำแฮตทริคแซงหน้า “โดม เดอะสตาร์” เหมือนที่เห็นๆ กันมาทุกปีแล้วก็ได้
ใครจะรู้?
คาเมะคุง
บางทีแกงส้มอาจจะอยากทำแฮตทริค แต่แกงส้มอาจจะเล่นบอลไม่เป็นก็ได้
ตอบลบ''ใครจะรู้'' คนดูคือผู้ตัดสิน
:D
อยากให้โอเว่นได้ลงกลับลงเล่น และคืนฟอร์มได้แบบตอเรสบ้างเหมือน
... ขอแค่ "โอกาส"
biblion
โดยภาพรวมแล้วเรื่องนี้อ่านเพลินดีนะครับ ได้แง่คิดดีด้วย
ตอบลบแต่ตอนท้ายๆ แอบวกวนนิดนึงนะครับ 55555555
จริงๆ ชอบนะครับ ที่พยายามใส่วงเล็บเพื่ออธิบายคนอ่านว่าทำแฮตทริคแล้วจะได้อะไร
แต่พอมาลองอ่านดูเข้าจริงๆ แอบรู้สึกว่ามันสะดุดเล็กๆ อยู่เหมือนกัน
ถ้าลองแทรกเข้าไปในเนื้อเรื่องแบบสั้นๆ ไม่ต้องใส่วงเล็บเลย ผมว่าน่าจะเนียนดีเหมือนกันนะครับ
ขอบคุณครับท่าน Mr. P
ตอบลบ