-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไม่เต็ม


            ในขณะนี้ ท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสีที่ไม่อาจคาดเดาเวลาได้หากว่าโลกนี้ไม่มีนาฬิกา ถ้าคุณเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวว่านานแค่ไหน ตอนนี้มันอาจเป็นเวลาก่อนเช้ามืด หรือหลังพระอาทิตย์เพิ่งตกก็ได้ คุณไม่มีวันรู้ เพียงแต่น่าเสียดายที่โลกนี้มีนาฬิกา และผมไม่ได้เพิ่งลืมตาจากภวังค์ จึงรู้ว่าพระอาทิตย์เพิ่งตกไปหมาดๆ แต่อย่างไรแสงไฟจ้าจรัสจากเสาไฟฟ้าทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์ได้ดีเกินคาด
            เป็นธรรมเนียมธรรมดาที่หลังจากเกมในสนามจบลง เหล่านักเตะสมัครเล่นผู้หลงใหลในการเอาเท้าสัมผัสลูกกลมๆ จะใช้แรงที่เหลือกับการเดาะบอลเล่นเป็นกลุ่ม
            การเดาะบอลเป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนง่ายๆ ชิลๆ แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นการละเล่นสำหรับผู้มีพื้นฐานฟุตบอลพอควรเท่านั้น ผมกล้ายืนยันข้อจำกัดนี้เนื่องจากเคยเห็นท่าทีการปฏิเสธกิจกรรมเดาะบอลอย่างหัวเสียของบางคน ที่ไม่ใช่ไม่เก่ง เพียงแต่เขาเก่งลูกบนพื้น
            จากเหตุผลบรรทัดก่อนหน้า ไม่แปลกที่สมาชิกชมรมเดาะบอลวันนี้มีเพียงสองคน แต่ผู้ชมที่เก่งลูกบนพื้นมากกว่ามีถึงสาม บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายที่สุด แม้ต้องอยู่ในท่วงท่ายกแข้งขา แต่ผมและสหายเดาะบอลก็ยังร่วมวงสนทนาอันระรื่นได้โดยไม่ติดขัด
            ระหว่างที่การสนทนากำลังดำเนินไปด้วยเสียงหัวเราะหยอกล้อ และเล่นหัว (โดยไม่มีการสัมผัสหัวกันจริงๆ) ใครคนหนึ่งร้องขึ้น
            “งู!
            ภาพที่ปรากฏในจังหวะถัดมาเป็นการเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงของสามคนที่นั่งอยู่บนพื้นต่างระดับความสูงประมาณเหนือหัวเข่าเล็กน้อย ขาซ้ายทั้งสามข้างที่อยู่ในท่านั่งคล้ายนั่งเก้าอี้ถูกยกขึ้นในระดับเดียวกันพร้อมเสียงสะท้อนดัง “เห้ย”
            มันเป็นงูตัวเล็ก กะความยาวขณะที่มันงอตัวเป็นรูปตัว S ได้ประมาณปลายนิ้วกลางถึงข้อศอก การเคลื่อนไหวของมันน่าจะเรียกว่าสปริงตัวมากกว่าเลื้อย ทำเอาพวกเราสะดุ้งไปกว่าหนึ่งวินาทีครึ่ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นเจ้าของที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของสัตว์น่าขยะแขยงนี้ด้วยไม้และเส้นเอ็นพลาสติกเล็กใส
            “เชี่ย งูปลอม”
            ลุงแก่เจ้าของงูบังคับที่ไม่ต้องใช้วิทยุยิ้มแบบยิงฟันแม้จะไม่เหลือฟันให้ยิงแล้วก็ตาม เสียงของรอยยิ้มนั้นไม่ได้ดังออกมาจริงๆ แต่ผมกลับได้ยินคำว่า “แหะๆ” ดวงตาทั้งสองข้างของแกบีบเป็นเส้นตามรอยยิ้ม ทำให้ไม่มีใครสามารถโกรธแกได้เลย พวกเราจึงหยอกล้อเล่นหัวกับลุงอย่างไม่สนวัฒนธรรมผู้หลักผู้ใหญ่
            อันที่จริงไม่ใช่พวกเราเป็นเด็กไร้สัมมาคารวะ เพียงแต่ท่าทีอันเป็นมิตรบวกกับคาแรคเตอร์และการแต่งกายของลุงนั้นชวนให้ต้องประพฤติไปตามนั้น เสื้อยืดสีแดงเก่าถูกทับอีกชั้นหนึ่งด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำตาลอมเขียว กางเกงที่เซอร์มอซอจนดาราที่ชอบทำตัวเองให้ดูเซอร์ยังอาย ผมที่ถูกไฮไลท์โดยกาลเวลาจนเป็นสีเทาเสริมบุคลิกให้โดดเด่น ถัดจากมือขวาที่ถือคันบังคับงูไป เป็นมือซ้ายที่หิ้วถูกก๊อบแก๊บเต็มด้วยขวดพลาสติกเปล่านับสิบใบ
            “โถ่ลุง เอางูไปกัดใครเนี่ย” ผมพูดขึ้นอย่างเล่นหัว (โดยไม่ต้องสัมผัสหัวลุงเลย)
            “เอาไปกัดไข่ตำรวจ” ลุงพูดหน้าตาเฉย ดูดีๆ ก็ไม่เฉย เพราะแกยังยิ้ม “แหะ” เหมือนเดิม ทำเอาพวกเราฮากลิ้งไปตามๆ กัน (โดยไม่ต้องลงไปกลิ้งกับพื้นจริงๆ)
            ลุงเหลือบเห็นลูกบอลที่ผมและเพื่อนกำลังเล่นอยู่ แกวางไม้บังคับงูลงแล้วทำมือเป็นสัญลักษณ์ให้ส่งไปหาแก ผมตอบสนองให้โดยเล็งไปที่ขาขวา แต่แกกลับใช้แขนบริเวณศอกที่เป็นข้อต่อตั้งฉากกับพื้น คล้ายการเต้นท่าไก่ย่าง แล้วกระดกปีกให้บอลลอยขึ้น แต่เนื่องจากตรงนั้นไม่ใช่ที่ผมเล็งไว้ บอลจึงโดนไม่เต็มแขน และออกอาการเซ็ง แกขออีกลูก แต่บอลมีอยู่ลูกเดียวผมจึงส่งลูกเดิมให้ คราวนี้โดนเต็มๆ บอลลอยสูงสวยงาม พวกเราโห่ร้องให้กำลังใจด้วยเสียงที่ไม่อาจเขียนด้วยตัวอักษรให้ถูกต้องได้เสียทีเดียว แต่เขียนได้อย่างใกล้เคียงได้ว่า “หง้อออว”
            เมื่อเห็นพวกเราแสดงท่าทีอย่างเป็นมิตร ลุงทำเนียนผสมโรงชวนพวกเราคุยอย่างเป็นกันเอง แกเล่าถึงครั้งไปเที่ยวในกรุงเทพฯ แล้วเอางูบังคับไปแกล้งคนในห้างด้วยสีหน้าและน้ำเสียงภาคภูมิ ไม่แน่ใจว่าเสียงหัวเราะของพวกเรานั้นเกิดจากความตลกด้วยความเคารพหรือสมเพชกันแน่
            ขวดน้ำในมือของพวกเราบางคนว่างกลวงแล้ว ลุงเอ่ยขออย่างสุภาพ เก็บรวมเข้าถุงที่ล้นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่ก็พยายามยัดเข้าไปจนได้
            “เอาขวดไปทำอะไรเยอะแยะเนี่ยลุง” สหายร่วมวงคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างฉลาด ลุงตอบทันควัน แม้ว่าจะไม่ได้สูบบุหรี่อยู่ก็ตาม
            “เอาไปทำระเบิดปาตำรวจ”
            ดูเหมือนลุงจะไม่ค่อยชอบตำรวจเท่าไร จากการวางแผนโจมตีอันแยบยลตั้งแต่ใช้พิษงูเล่นงานจุดยุทธศาสตร์ หรือใช้ระเบิดขวดพลาสติกอัดอากาศเปล่าเข้าโรมรัน แว่วเหตุผลลางๆ มาว่าลุงแกเป็นขาประจำการชุมนุมของ นปช. หากนี่เป็นเหตุผลของความขัดแย้งกับตำรวจ เห็นทีความเชื่อเรื่องฝักฝ่ายของตำรวจอย่างที่หลายคนเข้าใจนั้น อาจต้องพิสูจน์ความจริงกันใหม่
            หรรษาฮาเฮกันได้พอหอมปากหอมคอ (โดยที่ไม่ต้องเอาหน้าไปแนบชิดปากและคอของลุงเลย) แม้ท้องฟ้าจะไม่ได้เปลี่ยนสีไป เนื่องจากมันเป็นสีดำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ผมก็ตระหนักได้ว่าควรแก่เวลาที่จะกลับบ้านเสียที ผมส่งสัญญาณมือและใบหน้าให้เพื่อนซึ่งทางเดียวกันไปด้วยกัน ให้เคลื่อนย้ายบั้นท้ายจากพื้นตรงนั้นไปเป็นเบาะมอเตอร์ไซค์ ทิ้งลอร์ดออฟเดอะงูและสหายอีก 3 คนไว้ให้เฮฮากันต่อ
            “ลุงแม่งไม่เต็มว่ะ”
            ผมพูดเบาๆ พอให้สหายร่วมทางได้ยิน อารมณ์ยังเบิกบานอยู่กับการขำขันปนเวทนาในทอล์กโชว์สั้นๆ ของลุง หลายครั้งที่ผมพบเห็นคนลักษณะนี้ ผู้ที่ไม่กลัวต่อการแสดงออกประหลาดๆ หรือพูดคุยกับคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนอย่างกับโลกนี้ไม่มีพรมแดนของความแปลกหน้าอยู่เลย
            “แต่กูว่าลุงเขาเต็มนะ...”
            สีหน้าจริงจังบวกแววตามั่นคงนั้นกระแทกหัวจิตหัวใจของผมอย่างจัง (โดยไม่ต้องมีใครวิ่งมากระแทกหน้าอกแรงๆ เลย) ผมต้องฉุกคิดถึงทัศนะของตัวเองและเพื่อนอย่างที่คนฉลาดพึงจะคิด
            แท้จริงแล้วลุงไม่เต็ม หรือเราเกิน
            หรือจริงๆ แล้วไม่มีใครเต็มหรือขาดกว่าใคร
            ที่เราสามารถหัวเราะเยาะกับการกระทำของลุงได้ นั่นเพราะลุงได้ทำสิ่งที่คนส่วนมากไม่ทำ และเราก็ถือตนเป็นคนส่วนนั้นไม่ใช่หรือ
            เราเป็นคนส่วนมาก หรือเพียงทำตัวให้เป็นคนส่วนมาก ไม่พยายามประหลาดเพื่อให้คนมองด้วยสายตาเดียวกับมองตัวตลก
            การกระทำประหลาดที่ไม่มีใครทำอย่างบังคับงู เข้ามาพูดคุยกับคนไม่รู้จักอย่างสนิทสนม เหล่านี้ถูกเหมารวมเป็นพฤติกรรมของคนไม่ปกติ ทำไมน่ะหรือ เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าตนเองปกติ และตัดสินคนที่ไม่เหมือนตนเองว่าไม่ปกติน่ะสิ
            ลุงอาจน่าสมเพชสำหรับพวกเรา แต่กับพวกเราที่อุตริไปสมเพชคนอื่นโดยอัตโนมัติ เพียงแค่การกระทำที่ “ประหลาด” และ “แตกต่าง” น่าสมเพชเหมือนกันหรือเปล่า
            ผมไขกุญแจมอเตอร์ไซค์ กำเบรกด้วย 4 นิ้ว เว้นนิ้วโป้งไว้เพื่อกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง ในเวลานั้นรอบข้างเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแล่นโดดขึ้นมาระหว่างห้วงความคิด แสงไฟจากเสาไฟฟ้ายังเจิดจ้า บดบังความมืดของท้องฟ้าอันไร้ตะวัน ผมเหลือบมองไปยังลุงและสหายที่ยังนั่งอยู่ วงสนทนาดูยังไม่คลายความรื่นรมย์
            “มึงแม่งเจ๋งว่ะ” ผมชื่นชมความคิดอย่างวีรบุรุษของเพื่อน ที่กระตุกอคติในจิตใจของผมให้สูญมลายไป
            “เจ๋งอะไร?”
            “ก็ที่มึงบอกว่าลุงเขาเต็มไง เป็นใครก็ต้องบอกว่าแกบ้าทั้งนั้นแล่ะ แต่มึงแม่งคิดนอกกรอบ เท่ว่ะ” สิ้นเสียงผมหันไปตบที่บ่าเพื่อนเบาๆ แต่หนักแน่นด้วยความศรัทธา
            “เต็มสิวะ มึงดูในถุง ไม่เต็มก็เหี้ยแล้ว ยัดเข้าไปขนาดนั้น คงได้หลายกิโลอยู่ล่ะ พลาสติกเดี๋ยวนี้ราคาดีด้วย กูว่าเก็บทุกวันก็เลี้ยงตัวเองได้สบาย เรามาเก็บขวดขายบ้างดีไหมวะ”
          ถุงก๊อบแก๊บที่บวมเป่งด้วยวัตถุภายในนั้นเคลื่อนไปมาตามแขนข้างที่หิ้วอยู่ กวัดแกว่งไปตามท่าทางประกอบการสนทนา มันล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมาสามถึงสี่ขวด แต่ลุงก็ใช้มืออีกข้างดันกลับเข้าไปข้างในอย่างระมัดระวัง คนไม่เต็มที่ไหนจะจริงจังกับการหารายได้เสริมขนาดนี้?



คาเมะลุง เอ้อ.. คาเมะคุง

1 ความคิดเห็น:

  1. 555555 พูดตรงๆ ครับว่าไม่คิดว่าจะหักจบแบบนี้
    เห็นเรื่องนี้มาแนวเท่ๆ ทั้งเรื่อง
    คิดว่าจะเป็นเรื่องเท่สุดๆ ซะแล้ว ไม่วายยังพลิกกลับมาจบสไตล์ตัวเองได้
    ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับคาเมะลุง เอ้ย คาเมะคุง ^___^

    ตอบลบ