-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สินค้าปลอดภัย


            ผมเคยรับงานพิเศษไปนั่งเฝ้าร้านขายหนังสือในอีเว็นท์ของสำนักพิมพ์ดังแห่งหนึ่ง จำนวนคนไม่มากมาย แต่ไม่ถึงเงียบเหงา หนังสือมากหน้าหลายปกรายเรียงเบื้องหน้า บางคนเดินผ่านไป บ้างชำเลืองมอง และหลายคนเข้ามาหยิบจับ สัมผัสกระดาษ จนถึงควักกระเป๋าซื้อ
            เคยมีประสบการณ์เฝ้าร้านขายของมาก่อนหน้าอยู่บ้าง แต่ความรู้สึก “หวงสินค้า” นั้นเปลี่ยนไปเมื่อมานั่งหลังแผงขายหนังสือ
            ระหว่างที่หน้าร้านกำลังเหงา ชายค่อนข้างสูงวัยค่อยๆ ย่างเข้ามา กวาดตาดูหน้าปก และหยิบเล่มที่เขาต้องใจขึ้นเปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรก
            เป็นเวลาพอสมควรที่วรรณกรรมเล่มนั้นอยู่ในมือเขา หากนี่ไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่เป็นร้านขายโทรศัพท์ หรือเครื่องปรับอากาศ การที่ลุงคนหนึ่งซึ่งไม่ได้แต่งกายเรี่ยมเร้เรไรยืนทดสอบสินค้าอยู่นานอย่างไม่วางมือ อาจสร้างความร้อนผ่าวขึ้นในใจเจ้าของกิจการได้
            แต่ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้น... ทำไม?
           
            มหกรรมหนังสือแห่งชาติ น่าจะอนุมานได้กลายๆ ว่าเป็นมหกรรมคนอ่านหนังสือแห่งชาติด้วย เพราะในที่แห่งนั้น ไม่ว่าจำนวนหนังสือ หรือจำนวนหนังศีรษะก็มีมากมายไม่แพ้กัน บางช่วงบางจังหวะ มวลชนล้นหลาม อัดแน่นจนต้องยอมลดความรังเกียจสัมผัสจากผู้อื่นลง แล้วเบียดเสียด แทรกสอดตัวไปตามทางเดิน มุดตัวไปยังหน้าร้านหนังสือที่ต้องการ
            เคยมีคนกล่าวว่าคนไทยไม่ใฝ่การอ่านหนังสือ ผมเห็นสภาพของงานนี้ทีไร ก็อยากยื่นมือขวาไปข้างหน้า แบยันออกแล้วบอกว่า “ไม่จริง”
            ทางเข้างาน ปรากฏป้ายเตือนให้ระวังมิจฉาชีพ เป็นการเตือนให้ระวังทรัพย์สินของตนเอง ที่เป็นผู้มาร่วมงาน
            แต่ไม่เคยเห็นการเตือนร้านหนังสือต่างๆ ว่าระวังสินค้าถูกขโมย
            ในทุกพื้นที่ แต่ละร้าน แต่ละบูธ ผู้คนล้อมรุมสินค้า บ้างหยิบจับ สัมผัสเนื้อกระดาษ บ้างเปิดอ่านเนื้อใน บ้างจดจ่อเข้าไปในตัวหนังสือแล้ว แต่เจ้าของร้าน หรืออาจจะเด็กรับจ้างเฝ้าร้าน ก็เพลิดเพลินกับการแนะนำสินค้า คิดเงิน หรือบ้างก็ยืนยิ้มให้กับลูกค้า ไม่ค่อยเห็นความระแวดระวัง หรือกลัวว่าสินค้าจะถูกขโมยไปเลย
            ในโลกทุนนิยม ทุกอย่างย่อมแลกเปลี่ยนได้ด้วยเงินตรา และทุกสิ่งที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นย่อมมีค่า มีราคา เป็นกิเลสของคนบางกลุ่ม
            บางครั้งก็เป็นกิเลสจนทำให้คนผิดศีลข้อสอง
            แน่นอน หนังสือ วรรณกรรม มีคุณค่า และมีราคา มีค่าตอบแทนนักเขียน มีค่าดำเนินการผลิต บรรณาธิกร ขนส่ง ฯลฯ
            แต่แปลกที่เราไม่ค่อยเห็นโจรขโมยหนังสือเท่าไร
            การลักขโมย น่าจะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์สองทาง หนึ่ง ขโมยเพื่อไปขาย และขโมยเพื่อใช้เอง
            นั่นอาจเป็นเหตุผลเบื้องต้นของการที่หนังสือไม่หายไปจากชั้นแบบหน้าตาเฉย
            เพราะหากจะขโมยไปขาย หนังสือก็ดูเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีราคาสูงนัก หรือหากจะให้สูง ก็ต้องหลายเล่ม ซึ่งหนังสือแต่ละเล่ม ยิ่งราคาสูง ก็ยิ่งเป็นขนาดหนา หนัก การลักขโมยหนังสือไปขายเป็นจำนวนมากไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีของผู้มีจิตรักสะดวก อยากรวยวิธีลัด
            นอกจากนี้หนังสือต่างๆ มากมาย ก็ปรากฏหน้าตาบนชั้นวางของร้านหนังสืออยู่ทั่วไป ไม่จำเป็นที่นักอ่านจะต้องไปตามซื้อหนังสือจากโจร ตลาดหนังสือถูกขโมยจึงไม่น่าจะอยู่ได้
            หรือหากตั้งใจขโมยไปใช้เอง การใช้ประโยชน์ของหนังสือโดยตรง ก็เป็นไปได้ทางเดียวคือเพื่อการอ่าน ผม รวมทั้งน่าจะคนอื่นๆ หลายคน คิดว่าผู้ที่มีใจจะอ่านหนังสือ หรือเป็นนักอ่านหนังสือ ย่อมเป็นผู้ที่มีหัวคิด และมีสามัญสำนึกที่ได้รับปลูกฝังจากตัวอักษรดีๆ ให้ไม่เป็นคนลักขโมย
            มีเรื่องเล่าที่อาจจะตลก หรือเศร้า ได้ในเวลาเดียวกัน... ดังนี้
            ในการชุมนุมทางการเมืองของประเทศหนึ่ง (ขออนุญาตปกปิดชื่อประเทศ) มวลชนนับหมื่นนับแสนรวมตัวประท้วง เกิดความวุ่นวายใจกลางเมืองหลวง อาคารห้างสรรพสินค้าถูกเผาทำลายย่อยยับ ผู้คนปิดร้าน หลบหนีภัยคุกคาม ร้านค้าต่างๆ ถูกขโมยสินค้ามากมาย
            แต่อัศจรรย์! จนต้องใส่อัศเจรีย์ สินค้าชนิดหนึ่งยังคงวางเรียงเต็มชั้น อย่างปลอดภัย... ด้วยเหตุผลที่ได้เสนอไปเบื้องต้นนั่นเอง
            ดังนั้น หนังสือจึงเป็นสินค้าศักดิ์สิทธิที่มักจะปลอดภัยจากมิจฉาชีพ แต่ในขณะหนึ่งก็มีมูลค่าพอสมควร ซึ่งเป็นคุณค่าที่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นรับรู้ และยอมควักเงินแลกเพื่อให้ได้มา โชคดีที่คนกลุ่มนี้ มักไม่มีนิสัยขี้ขโมย
            แม้ยุคนี้วรรณกรรมโลกไซเบอร์จะกำลังเฟื่องฟู หนังสือดิจิทัลมีมากมายให้เลือกซื้อ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ บวกกับค่านิยมผิดๆ ของคนไทยที่มักคิดว่า อะไรก็ตามที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตจะต้อง “ฟรี” ได้ ยังปักรากแข็งแรงอยู่ในวัฒนธรรม แต่ผมก็เชื่อว่าเราจะไม่เจอปัญหาการโหลดไฟล์หนังสือเถื่อนมาอ่านฟรีๆ มากเท่าที่เจอกับ เพลง ภาพยนตร์ หรือเกม ด้วยเหตุผลที่ว่า “คนอ่านหนังสือ (ที่ดี) มักไม่ขี้ขโมย”
            หากพูดกันในเชิงตลาด หนังสือน่าจะเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าซื้อขายได้พอสมควร และน่าจะเป็นธุรกิจที่ปลอดภัย ไร้มิจฉาชีพ
            หากเราไม่นับว่าคนที่มายืนอ่านฟรีๆ เป็นการขโมยอ่าน น่ะนะ...
            หนังสือคือสินค้า ตราบที่ยังไม่หายไปจากร้าน แม้ความรู้ เนื้อหาด้านในจะถูกดูดไปสู่สมองของผู้อ่าน ที่อาจมายืนอ่านฟรีๆ โดยไม่จ่ายเงินก็ตาม
            ในฐานะเจ้าของหนังสือ ผมควรดีใจที่หนังสือต่างๆ เหล่านี้ได้ทำประโยชน์ด้วยตัวมันเอง แม้จะไม่ทำประโยชน์ด้านการเงินให้กับธุรกิจก็เถอะ
            เปล่า... ผมไม่ได้แขวะลุงคนเดิม ที่ยังคงยืนอ่านอย่าตั้งหน้าตั้งตา และน่าจะตั้งใจ บางทีปัญหาด้านการอ่านของคนประเทศนี้ อาจไม่ใช่การไม่อยากอ่าน ทว่าเป็นการอยากอ่าน แต่ไม่อยากซื้อ
            นั่งเฝ้าร้านอยู่นาน ก็เกิดการอยากทำธุระส่วนตัว ผมจึงวานให้ลุงที่กำลังอ่านหนังสืออย่างเอาจริงเอาจังราวกับได้ซื้อไปเป็นของตัวเองแล้ว เฝ้าร้านให้ ผมยังคงเชื่อในข้อที่ว่า คนอ่านหนังสือ ไม่ขี้ขโมย เชื่อถึงขนาดที่สามารถวางใจ วางกระเป๋าส่วนตัวทิ้งไว้ที่ร้านได้
            “ลุง ผมไปห้องน้ำเดี๋ยวนะ ดูร้านกับกระเป๋าให้ด้วย”
            ลุงทำหน้าเหรอหราราวกับถูกปลุกจากภวังค์แห่งตัวอักษร แล้วพยักหน้าหงึกๆ
            เดินกลับมา ลุงหายไปแล้ว แต่ตามคาด หนังสือไม่หาย และกระเป๋าก็ยังอยู่
            ผมเปิดกระเป๋าดู
            เงินหายเกลี้ยง!



คาเมะคุง
20 ต.ค.55 วันที่มหกรรมหนังสือเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน

3 ความคิดเห็น:

  1. หนังสือเป็นของดี และไม่ค่อยมีคนขโมยกันจริงๆ ครับ
    นักอ่านนิสัยดี เจอหนังสือดีก็ซื้อ
    ปีนึงๆ ตลาดหนังสือถึงมีมูลค่าตั้ง 2 หมื่นกว่าล้านบาท

    แต่คนในงานหนังสือไม่ใช่คนรักการอ่านอย่างเีดียวนะครับ
    เป็นพวกรักการเก็บด้วย บางคนซื้อไปเป็น 10 เล่มก็ไม่ได้อ่าน
    งานหนังสือรอบหน้าก็มาซื้ออีกเป็น 10 เล่มไปเก็บ (ฮา)

    ตอบลบ
  2. ชอบครับ แหม่ ยิ่งเขียนยิ่งน่าติดตาม ~~~

    ตอบลบ