“คนจำนวนมากหยิบความสนุกทิ้งไปจากชีวิตเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องของเด็กๆ เท่านั้น”
ประโยคนี้พาดผ่านหน้ากระดาษหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีหน้าปกเป็นรูปหมี
สร้างโดย บก.โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แห่งนิตยสารอะเดย์
ผมสัมผัสได้ถึงทัศนคติแบบสองบุคลิก ด้านหนึ่งเป็นฝั่งเยาวชนนิยม
สนับสนุนความสุขง่ายๆ ที่มักได้มาเมื่อเป็นเด็กเท่านั้น อีกด้านหนึ่งคือความคิดอันรอบคอบ
แยบยลแบบผู้ใหญ่ที่มีใจไม่อคติต่อโลก
เนื่องจากเด็กเป็นเยาวชนของชาติ เราจึงเสียสละพูดถึงเด็กก่อน
ไม่ได้พูดถึงในฐานะคำนาม หรือคำบอกความเหี่ยวย่นบนหนังหน้า
หากในฐานะคำแสดงความรู้สึก
พิจารณาให้ลึกกว่าปกติเล็กน้อย
คำว่าเด็กไม่เคยมีเพียงความหมายเดียว เคยไหม ถูกวิจารณ์พฤติกรรมบางอย่างว่า “เด็ก”
เหลือเกิน เจ็บปวดเหมือนโดนไม้เรียวฟาด แต่หากถูกปาดป้ายด้วยคำว่า “หน้าเด็ก”
เรายิ้มหน้าบานเหมือนเด็กได้ขนม
แปลว่ามีทั้งด้านดีและไม่ดีในแอดเจคทีฟคำนี้
แม้ช่วงเวลาชีวิตและประสบการณ์น้อยกว่า
แต่ขนาดของกรอบจินตนาการกลับแปรผกผัน เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ
ยังไม่ประดังเข้ามาในสัมผัสรับรู้ มีอารมณ์และความรู้สึกตามสัญชาติญาณที่ใฝ่หาความสุข
สนุกสนานจากเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องมีเหตุผลมาแย้งให้เสียฟีลลิ่ง
ผมรู้สึกได้ว่าวันศุกร์ของวัยประถมนั้นยิ่งใหญ่กว่าวันศุกร์ของวัยทำงาน
เพราะเหตุผลในใจลึกๆ ที่มากีดกันความสุขว่า “ดีใจทำไม หยุดแค่สองวัน” – ยังไม่ผุดขึ้นในสมองซีกซ้าย
ตอนเด็กผมยังไม่ฉลาดจนคิดได้ขนาดนั้น
อีกด้านหนึ่ง แอดเจคทีฟ “เด็ก”
ก็แสดงถึงความไม่มีเหตุผล ไม่อดทน ไม่รอบคอบ ชอบเอาชนะและทำอะไรตามใจตัวเอง
ด้วยเหตุผลเดียวกันว่ากรอบความคิดของชีวิตยังกว้างขวางไร้กฎเกณฑ์
ว่ากันถึงอีกฝั่ง สำหรับผู้ใหญ่ ก็ประกอบทั้งข้อดีและข้อเลวที่ควบคู่ขนานกัน
แน่นอนว่าความอดทน รอบคอบ รู้กาลเทศะ ฯลฯ ย่อมรวมอยู่เป็นสมาชิกของคำนี้ ส่วนการชอบเอาชนะนั้นมีอยู่ในทั้งสองตัวตนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
ตัวตนหลังนั้นจะสร้างความอดทนขึ้นมาค้ำจุนไว้ได้
ขณะที่ความจริงจัง ซีเรียส คิดในกรอบ เป็นเหตุเป็นผลอยู่ตลอด
ก็บีบบังความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความสุขจากเรื่องง่ายๆ ของ “ผู้ใหญ่” อยู่เสมอ
คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เคยโดนบ่นเรื่องอ่านการ์ตูน
เล่นเกม แต่การใช้ระยะเวลาที่เท่ากันนั้น จ่ายให้กับการวาดรูป เล่นดนตรี
อ่านหนังสือ ซึ่งให้ความสุขความผ่อนคลายเหมือนๆ กัน กลับถูกสนับสนุนมากกว่า
ความเป็นผู้ใหญ่มักมองบางอย่างเป็น “สาระ”
และ “ไร้สาระ” ด้วยกรอบประสบการณ์ชีวิตกระแสหลักอยู่เสมอ
ขณะเดียวกันความเป็นเด็กในด้านลบ ก็ทำให้ชีวิตผิดเพี้ยน
สูญเสียความสัมพันธ์และกลายเป็นคนเอาแต่ใจ
เด็กที่มีความเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีความเป็นผู้ใหญ่
ย่อมเป็นสัจธรรม แต่ที่น่าสนใจคือ โลกนี้มีเด็กที่มีผู้ใหญ่ในตัว
หรือผู้ใหญ่ที่มีเด็กอยู่ในตัว – อยู่ด้วย
บางครั้งไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้
แต่พิจารณาได้
อ.ยุ้ย สฤณี คือนักเขียน นักคิด นักวิชาการหญิงคนหนึ่งที่มีความรู้และการคิดวิเคราะห์ระดับมืออาชีพ
ใครจะเชื่อว่าเธอเดียวกันนี้ชอบเล่นเกม รวมถึงอ่านการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ
“คนที่บอกว่าการอ่านการ์ตูนไร้สาระนั้นน่าเสียดาย
เพราะเขาปิดกั้นวิธีที่จะมีความสุขแบบง่ายๆ ไป” แต่ละคำอาจไม่ถึงกับเทียบอักษรทับกันพอดี
แต่มีใจความประมาณนี้ แผ่หลาอยู่กลางเฟสบุ๊กที่เต็มไปด้วยสเตตัสเชิงวิชาการ
และการคิดวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ
เจ้าของเดียวกับบล็อกวิจารณ์เกมต่างๆ ที่เข้าขั้นลึกซึ้ง
ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นเพียงผู้ใหญ่หรือเด็ก แต่ก็อดรู้สึกดีไปด้วยไม่ได้
เนื่องจากผมมีความเป็นเด็กอยู่บ้างเล็กน้อย
จึงจะยกตัวอย่างต่อไปจากหนังสือการ์ตูนที่ชอบ
ในโลกแห่งนั้น
ตัวละครหนึ่งเป็นเจ้าหญิงน้อยอายุเพียงสิบขวบ
ได้ติดตามพระบิดาซึ่งเป็นกษัตริย์ของเมืองหนึ่งไปประชุมอาณาจักรโลก
มีกษัตริย์จากอาณาจักรอื่นมากมายเข้าร่วม
หนึ่งในนั้น เจ้าของอาณาจักรแดนหิมะ
เป็นผู้ไม่เอาไหน ไม่ใส่ใจการบ้านเมือง ครองตำแหน่งเพื่อลาภยศเงินทอง ได้แสดงกริยาไม่เคารพการประชุมศักดิ์สิทธิ์
จึงถูกพระบิดาขององค์หญิงน้อย ซึ่งเป็นกษัตริย์เชิงคุณภาพตวาดใส่ด้วยความโมโห เสียหน้าเสียเกียรติกลางหมู่ผู้นำทั่วโลก
ด้วยความแค้นเคือง หลังการประชุมเสร็จสิ้น
กษัตริย์ผู้ไม่เอาไหนย่างกรายไปใกล้เจ้าหญิงน้อยผู้เป็นธิดาแห่งกษัตริย์คู่กรณี
เขาแสร้งไสมือไปยังศีรษะเธออย่างแรงโดยอ้างว่า “มือมันลื่น”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอันน่าขนลุก
ที่ชนวนระเบิดแห่งสงครามกำลังจะถูกจุดไฟขึ้นเพียงเพราะการกระทำแบบ “เด็กๆ”
ของใครบางคน
พลันนั้น เจ้าหญิงน้อยลุกขึ้นรวดเร็ว
ยิ้มใสซื่อก่อนเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเดินไม่ดีเอง”
ลับสายตาสาธารณะ
เธอร้องไห้โฮกับแม่ทัพคนสนิทของพระบิดาที่ดูแลเธอมา – ด้วยความเจ็บปวด ทั้งใจและกาย
เพียงสิบขวบ
เธอรู้ถึงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่สงครามและการสูญเสียได้จากเรื่องเล็กน้อย
ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นเพียงเด็กหรือผู้ใหญ่
แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้
ความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่
มีเสน่ห์ในตัวตนของมันเสมอ
ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ ด้วยความไร้เดียงสา เฮฮา ไร้ตรรกะ ผมและเพื่อนคุยโม้โอ้อวดตามประสา
ต่างฝ่ายต่างโวถึงประสบการณ์เท่ๆ เกม การ์ตูน
เรื่องติงต๊องที่ยิ่งใหญ่สำหรับตอนนั้น จริงบ้าง จินตนาการขึ้นมาบ้าง แต่ก็ลั่นออกไปดังทุกคำพูดกลั่นจากประสบการณ์จริง
จนเด็กคนหนึ่งในวงเกิดเคลือบแคลงในความจริง
หรืออาจอิจฉา โพล่งออกมาจริงจัง
“แน่จริงก็สาบานดิ”
ในโลกวัยเยาว์
เหตุผลไม่ใช่ปัจจัยสำหรับการดำรงชีวิตนัก
ไม่ต้องรู้ว่าทำไมฟ้าถึงจะผ่าคนที่พูดโกหก แต่ด้วยความไม่เดียงสา พวกเราปักใจเชื่อและเกรงกลัว
จนต้นตอแห่งถ้อยคำขี้โม้ต้องสารภาพอย่างอายๆ ว่าสิ่งที่อวดไม่ใช่เรื่องจริง
ในโลกยุคหลังจากนั้น เหตุผลเป็นดังออกซิเจนหล่อเลี้ยงความเป็นสัตว์สังคม
แต่บางครั้งผู้ใหญ่หลายคนกลั้นใจไม่รับ แล้วสร้างผลงานเหนือตรรกะขึ้นมา ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผล
แต่เข้าถึงได้ด้วยจินตนาการ
ไร้เหตุผลแต่ไม่ไร้เสน่ห์
กระทั่งผู้ใหญ่ที่เป็นถึง
“ผู้หลักผู้ใหญ่” บางครั้งก็ทิ้งเหตุผลไว้เบื้องหลัง
ถูกเคลือบแคลงสงสัยในความผิด
และถ้อยคำว่าจริงหรือเท็จ ทิ้งเหตุผลและการพิสูจน์เชิงประจักษ์ไว้หลังม่าน
ลั่นวาจาต่อฟ้า
“ผมสาบาน”
ไม่ต้องรู้ว่าทำไมฟ้าถึงจะผ่าคนที่พูดโกหก
แต่ปักใจเชื่อว่าทุกคนเชื่อ
ไร้เหตุผลแต่ไม่ไร้เสนียด
คาเมะคุง
15 ก.ย. 55 วันที่ความเป็นเด็กเอาชนะผู้ใหญ่
ไม่คิดว่าตอนท้ายจะมาจบแบบการเมืองหน่อยๆ ได้ 55555
ตอบลบเป็นเรื่องที่มีแนวคิดดีครับ
คำว่าเด็กกับผู้ใหญ่นี่ เป็นกรอบคำที่สร้างขึ้นโดยทัศนคติจริงๆ
แชร์มุมมองครับ
ตอบลบความเป็นเด็กมีในตัวผู้ใหญ่ทุกคน และความเป็นผู้ใหญ่ก็มีในตัวเด็กทุกคน
เอกลักษณ์ของตัวตนทั้งสองอย่างนั้นต่างกัน หากขาดด้านใดไปก็จะไม่สมดุลและขาดเสน่ห์ เหมือน ตุ๊กตาล้มลุกที่ยืนไม่ได้
เช่น คนที่พูดไม่รับผิดชอบ(ขาดความเป็นผู้ใหญ่) หรือ คนที่ทำแต่งานไม่รู้จักผ่อนคลายเล่นสนุก(ขาดความเป็นเด็ก)
ดังนั้น ชีวิตเราควรต้องมีทั้งสองด้านครับ