-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

รักธรรมนูญ


            มีสองคำถาม
            หนึ่ง จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ที่ทำให้เรา หวนนึกถึงห้วงเวลาในวัยเยาว์
            สอง เมื่อ พบคู่รักสองคนที่รักกันมาก เราจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
            ข้อหนึ่งคำตอบอาจเป็นไปได้หลายทาง เจออาจารย์เก่า กลับไปโรงเรียนเก่า เจอเหตุการณ์คึกคะนองที่ทำให้นึกถึงตอนมัธยม เช่นการแอบปีนดูห้องน้ำหญิง (ผมไม่เคยทำนะครับ แต่เคยคิดหรือเปล่าจำไม่ได้)
            ส่วนคำตอบของข้อสองดูจะแคบกว่า อย่างมากก็ยินดีด้วย หรืออิจฉาตาร้อนลุก
            น่าแปลกที่คำตอบข้อหนึ่งของผม คือข้อสอง และคำตอบของข้อสอง คือข้อหนึ่ง
            อย่าเพิ่ง งง ครับ (ต้องเว้นวรรคเดี๋ยวจะยิ่ง งง ไปกันใหญ่) สรุปก็คือสองข้อนั้นมันเป็นคำตอบของกันและกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เอียงคอเข้ามา จะเล่าให้ฟัง
            เย็นย่ำของวันหนึ่ง ในหมู่ชนอันเร่งรีบ เท้าหลายคู่สาวฉับไวเพื่อลงจากสถานีรถไฟฟ้า บ้างเพื่อตามรถเมล์ที่กำลังจะออกจากป้าย นอกจากก้าวย่างของผมที่เนิบนาบกว่าคนอื่นแล้ว สายตาที่ควรจะเพ่งไปยังจุดหมายเบื้องหน้าก็กลับสอดส่ายมองสิ่งรอบข้างอย่างอภิรมย์
            เพียงเห็นด้านหลังของเขาทั้งสอง (ผมหมายถึงเขาที่เป็นสรรพนาม ไม่ใช่คำนาม ไม่น่ามีสัตว์จำพวกนั้นเดินอยู่บนบาทวิถีของเมืองกรุงได้) ภาพในวัยเด็กก็โลดแล่นสู่ประสาทสมอง ไม่ถึงกับเด็กแบเบาะ เป็นกึ่งเด็กกึ่งวัยรุ่น น่าจะประมาณ ม.3 ได้
            มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่าเขาทั้งสองคบหากัน
            ฝ่ายชายอยู่ห้องเดียวกับผมตอนมัธยมปลาย ส่วนฝ่ายหญิงนั้นรู้จักเพียงชื่อแซ่ (แต่ชื่อจริงไม่รู้จัก... ผมล้อเล่น) หลังจบมัธยมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย ฝ่ายชายแยกไป ส่วนฝ่ายหญิงอยู่รั้วเดียวกับผม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้จักเธอมากขึ้นนัก เพียงแต่ไม่เคยได้ข่าว หรือพบเห็นเธอเดินกับชายอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนเก่าผมเลย
            เขาและเธอก้าวขึ้นรถเมล์ไปพร้อมกันด้วยท่าทีสนิทสนมเช่นคนรัก ภาพนั้นนอกจากทำให้หวนนึกถึงอดีตแล้ว ยังอาจทำให้ผมคาดหวังไปถึงอนาคตของพวกเขาด้วย
            ในโลกที่บางครั้งก็หมุนด้วยความรัก บางครั้งก็ความไม่รัก มีคนสร้างทฤษฎี กฎเกณฑ์ ระเบียบ วาทกรรม และ ฯลฯ มากมายสำหรับแรงผลักเหล่านั้น ใครจะเชื่อว่าเด็กน้อยสองคนที่ชอบกันตั้งแต่มัธยมต้น จะรักกันยาวจนถึงวันที่พวกเขาเดินเท้าเข้าไปสมัครงานตามบริษัท
            หากว่ากันตามกระแสสังคม พวกเขาคงได้แต่งงานกัน
            ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม เมื่อครั้งเยาว์วัย แค่รักครั้งแรกเราก็วาดฝันชีวิตคู่กับคนนั้นไว้จางๆ แต่สัจธรรมอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นภาพเหมือนจริงก็ทำให้เราตาสว่าง หรือเรียกว่าฝันสลายก็แล้วแต่
            “ความรักในวัยเด็กไม่เคยจีรัง”
            จะว่าถูก มันก็น่าจะถูก จะว่าไม่ถูก มันก็น่าคิด คู่รักคู่นั้น เบื้องลึกเบื้องหลังตั้งแต่พวกเขายังใส่ชุดนักเรียน จนถึงปัจจุบัน เวลาระหว่างนั้นเป็นเช่นไรมีบันทึกไว้เพียงในใจเขาและเธอ ผมรู้แค่ว่าวาทกรรมรักในวัยเยาว์นั้นไม่เป็นความจริงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
            อีกหนึ่งทฤษฎีตัวเลข ว่าด้วยเรื่องความต่างระหว่างวัย ไม่ว่าหญิงหรือชายจะแก่กว่า ย่อมมีการสร้างขอบเขตบางอย่างขึ้นมาจำกัดอยู่เสมอ
            สมัยเรียนมัธยมปลาย อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้หลักการฉลาดๆ มา ท่านให้เชื่อว่าผู้ชายหาแฟนเด็กกว่าประมาณ 5 ปีกำลังดี เหตุผลอาจทำร้ายจิตใจกันบ้าง แต่อาจต้องยอมรับว่าผู้หญิงแก่เร็วกว่าผู้ชาย
            พวกเรา ผมและเพื่อนจึงเปลี่ยนกิจกรรมตอนกลางวันจากเล่นบอลเป็นการเดินเล่นแถวๆ ตึกน้อง ม.ต้นแทน แต่ดูเหมือนจะไม่เวิร์กเท่าไร หากคบกันจริงคงต้องสละเวลามาถือยางข้างหนึ่งให้เขาโดดข้าม
            เคสใกล้เคียง ก่อนหน้านี้มีข่าวดาราหนุ่มฮ่องกงอายุ 24 คบกับลูกครึ่งจีน เยอรมัน เป็นสาวน้อยอายุ 12 (น้อยจริงๆ) แน่นอนว่ากระแสสังคมย่อมประณาม ทั้งเรื่องความต่างในตัวเลขและวัยวุฒิ
            หลายคนมองเรื่องตัวเลขเป็นหลัก แต่มองดีๆ ห่างกัน 12 ปี หากฝ่ายหญิงอายุ 24 ฝ่ายชายก็น่าจะ 36 กลายเป็นเรื่องปกติวิสัยที่รับกันได้ทั่วไป
            ดังนั้นความสำคัญไม่ใช่ความห่างของอายุ แต่เป็นวัยวุฒิของฝ่ายที่อายุน้อยกว่า ซึ่งมองกันแบบสามัญชนแล้ว 12 ปีถือว่ายังน้อยนิดติดการ์ตูน แต่ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าเขาทั้งสองคิดอย่างไรต่อกัน การตัดสิน ตำหนิ ประณามไปด้วยความคิดด้านเดียวนั้นน่าจะเป็นการใจแคบเกินไป นอกจากคุณจะยืนยันว่ารู้เรื่องความสัมพันธ์ดีกว่าใครในโลก และสิ่งที่ยืนยันนั้นเป็นเรื่องจริง
            บ้านเมืองเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนหลายคน เป็นมวลชน เป็นสังคม จำต้องมีระเบียบเพื่อความสงบสุขในชีวิตของทุกคน หากเราถือว่า “รัฐธรรมนูญ” คือกฎเกณฑ์ของสังคม แล้วสิ่งใดคือกฎเกณฑ์ของความสัมพันธ์
            “รักธรรมนูญ” ?
            ผมไม่ขอตู่เอาว่าคิดคำนี้ขึ้นเอง เพราะอ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งของคุณ “วรพจน์ พันธ์พงศ์” ในเรื่องกล่าวถึงความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ว่า แต่ละบุคคลย่อมมี “รักธรรมนูญ” ที่ต่างฉบับกัน
            เรื่องความสัมพันธ์นั้นเป็นไปได้ในหลายทิศทาง คำว่า “แฟน” เป็นหน่วยที่เล็กมากเมื่อเทียบกับอัตราส่วนความสัมพันธ์ทุกประเภทบนโลกนี้ เพียงแต่ว่า หากคุณไม่ยึดถือและศรัทธาในคำว่าแฟน คนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาก็จะตั้งคำถาม และสอบสวนคุณโดยอ้อม ซึ่งความจริงแล้วความสัมพันธ์ของใครจะเป็นแบบไหนก็เป็นเรื่องของคนเพียงสองคน จะรักกันแต่เด็ก จะอายุห่างกันมากโข หรือจะต่างเผ่าพันธุ์ก็ย่อมเป็นไปได้
            ตราบที่ “รักธรรมนูญ” ของคนทั้งสองนั้นถูกตราไว้อย่างคล้ายคลึงกัน
            ซึ่งต่างคนก็อาจมีการแก้ไข หรือร่างขึ้นใหม่ได้เสมอ และเมื่อมันไม่ตรงกันเมื่อไร ความสัมพันธ์จึงควรจบด้วยดี
            ในเบื้องแรกผมคิดว่าคุณวรพจน์นั้นมีคารมทางภาษาเหลือร้ายที่สร้างคำนี้ขึ้นมา แต่บังเอิญที่ผมมีโอกาสอ่านหนังสืออีกเล่มซึ่งรวบรวมวรรคทองจากวรรณคดีหลายเรื่องมาให้อ่าน และเกิดพบคำนี้เข้า
            เปล่า นั่นไม่ได้ทำให้คิดว่าคุณวรพจน์บันดาลใจมาจากวรรณคดีเรื่องนั้น หากแต่นึกไปว่ายังมีผู้ที่คิดไปในแนวทางนี้ตั้งแต่ยุควรรณกรรมโบราณนั่นเชียว
            ชีวิตสั้น ความรักยืนยาว
            ชายผู้หนึ่งที่ผมรู้จักดี เขาชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เธออัธยาศัยดี เป็นคนดีและน่ารัก เธอทำให้โลกของเขาสดใส จนกระทั่งวันที่เธอกลับไปหารักเก่า
            แน่นอนว่าเขาเสียใจ แต่ด้วยความสัมพันธ์ต่อกันที่ดี เขาและเธอยังคงคบหาแบบเพื่อน บางครั้งก็สนิท และบางครั้งก็ห่างเหิน
            ผมเคยถามเขาว่าทำไมถึงไม่เลิกยุ่งกับเธอ เขาตอบไม่ได้
            เมื่อรู้ว่าแฟนของเธอกำลังจะบินไปเรียนต่อเมืองนอก เขาไม่ดีใจ และไม่อยากให้เธอต้องเลิกกับแฟน แต่เขาก็ยังคงฝันถึงวันที่มีเธอเดินข้างๆ
            เขาไปกินข้าวเป็นเพื่อนเธอในวันที่เธอโดดเดี่ยว เขาเห็นรอยยิ้มของเธอ เขามีความสุขและรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แม้เพียงวันเดียวก็ตาม
            ผมถามเขาว่าเขารอเธออยู่หรือ... เขาไม่รู้
            ผมแนะนำให้เขาตัดใจ พร้อมชี้ข้อเสียถึงการให้ความหวังของเธอ เขาไม่ปักใจเชื่อ แต่ขอเก็บไว้พิจารณา
            หลังจากผมเจอคู่รักเพื่อนเก่าระหว่างกลับบ้านวันนั้น ทำให้ผมเชื่อว่ารักธรรมนูญของทั้งสองน่าจะมั่นคงมาก และไม่เคยร่างขึ้นมาใหม่ หรืออาจเคย แต่เป็นการร่างขึ้นพร้อมกัน ด้วยลายมือเดียวกัน
            แต่สำหรับเขาที่รอเธอ หรือไม่ได้รออยู่ก็ตาม รักธรรมนูญของเขาเป็นเช่นไรกันแน่
            แน่นอนว่าผมไม่รู้ เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้
            แล้วเธอล่ะรู้ไหม?
            ถ้ารู้ บอกผม... เอ่อ บอกเขาด้วย
           


คาเมะคุง
19 ก.ย. 55 วันที่พบเขาทั้งสอง

3 ความคิดเห็น:

  1. เรื่องนี้ไม่ได้จบแบบเกรียนๆ
    ไม่ได้จบแบบหักมุม
    ไม่ได้จบแบบแรงๆ
    แต่เป็นการจบที่ทำให้ต้องคิดตามหลายตลบตบทีเดียวไม่อยู่

    บางทีใจของเขา อาจร่างรักธรรมนูญขึ้น โดยที่เขาไม่รู้ตัวก็ได้

    ตอบลบ
  2. เขา \ /
    มา (. .)
    เป็นคู่
    เลยแฮะ

    ตอบลบ
  3. ข้อเขียนคมคายชวนคิดทีเดียวครับ

    รักธรรมนูญ เป็นคำประสมที่ลงตัวจิงๆ
    ส่วนตัวชอบท่อนจบที่ว่า รักธรรมนูญของทั้งสองร่างขึ้นพร้อมกันด้วยลายมือเดียวกัน
    ทำให้ความรู้สึกเข้าถึงคำว่า รักธรรมนูญ ได้มากเลยครับ

    เอาใจช่วยกับคู่รักที่ ที่ไม่ว่าจะใช้คำว่า รัก หรือ รักธรรมนูญ หากมีคนที่ตรงกันแล้วขอให้มั่นคงตลอดไปครับ

    ตอบลบ