-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Carpe Diem


                “โง่”
            เปล่า ผมไม่ได้ด่าใคร อย่าเพิ่งฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด
            คำนี้เป็นคำวิเศษณ์ และเป็นคำพิเศษด้วย
            พิเศษตรงที่เมื่อคนอื่นมาพูดใส่ เราโกรธ แต่หลายครั้งเราพูดใส่ตัวเอง ไม่โกรธ เพียงเกิดความรู้สึกบางอย่างแทนที่ ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจหดหู่ เสียดาย...
            แต่อย่างไรผมเชื่อว่าคนที่ด่าตัวเองด้วยคำนี้ เป็นคนฉลาด อย่างน้อยก็มากพอที่จะไม่โกรธจนชกหน้าตัวเอง หรือชกกำแพงด้วยอารมณ์เดือดดาลด้วยคำว่าโง่จากปากตัวเอง ซึ่งการที่ผมไม่กระทำเช่นนั้น แสดงว่าผมไม่ได้โง่จริงๆ ใช่ไหม (ใช่)
            โดยมากแล้ว คำนี้มักหลุดมาจากสมอง - ตรงเข้าหัวใจห้องขวาบน ทะลุล่างซ้าย ไหลไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายให้รู้สึกฉลาดขึ้น – ก็ตอนที่รู้สึกเสียดายบางสิ่ง
            บางสิ่งที่ไม่ควรจะพลาด
            ในฐานะคนชอบขีดชอบเขียน (อันที่จริงพฤติการณ์ทั้งขีด และเขียนนั้น ถูกรวบเป็นการเคาะแป้นพิมพ์ไปทั้งหมดแล้ว) แม้ไม่อาจอ้างตนเป็นนักเขียนได้ แต่ยอมรับว่าพยายามแทรกตัวเข้ามาเดินย่องๆ บนถนนสายนี้ การได้เข้าค่ายอบรมบ่มเพาะทักษะสำหรับเขียนหนังสือ ถือเป็นลาภอันประเสริฐ และอุปมาดั่งลาบที่อร่อย
            ไม่นานมานี้ TK Park ห้องสมุดสร้างสรรค์แห่งเดียวของประเทศ (ที่มีการสร้างสรรค์น้อยมาก) ได้หยิบยื่นลาภก้อนนั้นมา เพียงแต่มีข้อแม้ว่าแลกกับงานเขียนหนึ่งชิ้น ตามหัวข้อที่กำหนด ผมไม่รอช้าที่จะสร้างสรรค์ ปลุกเสกผลงาน... เพื่อที่จะดองมันเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์และรอให้เลยกำหนดส่ง
            อันที่จริงแล้ว จะส่งผลงานวันไหนก็แล้วแต่ใจเจ้าของ เพียงแต่ต้องไม่เลยเถิดเกินวันที่เจ้าภาพกำหนด ซึ่งผมมันประเภทชอบบ่มงานไว้ก่อน เผื่อวินาทีสุดท้ายที่ยังเหลือ จะสามารถปรับแต่งชิ้นงานให้คมคาย บาดสมองคณะกรรมการได้มากขึ้น
            เวลาล่วงเลยไปจนเกือบวันสุดท้าย ปัญหาชีวิตบางอย่างดันทะลึ่งพรวดเข้ามาในห้วงอารมณ์ ผมไม่ได้อ้างว่านี่คือเหตุผล แต่มันเป็นสาเหตุของการ “ขี้เกียจ” ในตอนนั้น ที่ทำให้ผมต้องหยิบคำในบรรทัดแรกมาฟาดหัวตัวเองในวันนี้
            ความจริงแล้ว การณ์ทุกอย่างจะล่วงพ้นไปโดยไม่ส่งผลใดๆ กับชีวิต หากเพื่อนของผมไม่ทักทายผ่านเฟสบุ๊กมา
            “มึงได้ไปค่าย TK ไหม กูติดว่ะ”
            มันคือเพื่อนผู้หลงใหลในเส้นทางสายน้ำหมึกเช่นเดียวกัน และที่พิเศษกว่านั้นคือ ผมรู้จักมันจากค่ายนักเขียนเมื่อปลายปีก่อน - ค่ายอบรมการเขียนที่จัดโดยมติชนและ SCG ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มาก เพียงรู้ไว้ว่ามันคือห้วงเวลาที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และทำให้ผมอยากไปค่ายนักเขียนอื่นๆ ทุกค่ายที่จะมีขึ้นหลังจากนั้น
            ทั้งนักเขียนชื่อดัง เพื่อนร่วมค่ายที่หัวใจรูปร่างคล้ายกัน อาหารการกินและที่พักสุดหรู ทิ้งท้ายด้วยความทรงจำซึ่งสามารถเบียดบังความประทับใจต่างๆ ก่อนหน้านี้ให้ชิดซ้ายไป
            หากมีคำที่อธิบายความรู้สึกได้เข้มข้นกว่า “เสียดาย” ผมก็อยากจะใช้คำนั้น
            มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์อื่นในชีวิต ที่มีจุดร่วมคล้ายๆ กัน จนคำว่า “โง่” ต้องเสริมส่วนขยายว่า “อีกแล้วนะ”
            ผมเคยดูคลิปวิดีโอการบรรยายของนักเขียนขวัญใจวัยรุ่นอย่างพี่เอ๋ หรือที่รู้จักกันดีในนามนิ้วกลม เขาพูดถึงเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ และภาพยนตร์เรื่อง Dead Poet Society
            ตัวหนังจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ (แต่แนะนำว่าควรดู) เราสนใจวลีหนึ่งในนั้น
            “Carpe Diem
            เป็นภาษาอะไรก็ไม่สำคัญอีก แต่ขณะนี้มันเป็นภาษาเขียน (เพราะผมเขียนเอา) โดยมีอีกนัยความหมายว่า “Seize the day” หรือ “จงฉวยวันเวลา”
            พี่เอ๋เล่าว่าในอดีตได้ตามจีบหญิงสาวรูปงามนางหนึ่งดั่งหมาวิ่งไล่เครื่องบิน เธอบินสูงสมเป็นเครื่องบิน
            วันนั้น เครื่องบินมีโปรแกรมไปเข้าค่าย ด้วยใจบริสุทธิ์และไม่เสแสร้ง พี่เอ๋อยากไปด้วย แต่เนื่องจากไม่มีแม้ครึ่งของคำเอ่ยชักเชิญ ความรู้สึกขั้นกลางอยู่ระหว่างความกล้าได้กล้าเสียและหวั่นเกรง แม้เก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมแล้วก็ตาม (คล้ายๆ ใครบางคนที่เตรียมเรื่องไว้รอส่งอยู่แล้ว)
            เบื้องหน้าแววตากล้าๆ กลัวๆ นั้น เพื่อนรักของพี่เอ๋เข้าให้คำแนะนำอย่างฉลาด
            “มึงคิดดูนะ ถ้ามึงไม่ไปวันนี้ ตอนอายุ 60 ปี มึงจะกดโทรศัพท์มาบอกกูว่า ถ้าวันนั้นกูขึ้นรถไป...
            เพื่อนชี้หน้าพี่เอ๋ด้วยแววตามุ่งมั่นที่มีจุดรวมสายตาอยู่ที่ดวงตาทั้งคู่ของพี่เอ๋
            “คาร์เพเดี้ยม”
            เพียงแค่นั้น พี่เอ๋ลากกระเป๋าไปยังรถทัวร์
            เพียงเพื่อเจอเธอผู้นั้น และประโยคดีๆ ประโยคหนึ่ง
            “ไปก่อนนะ”
            ...
            พี่เอ๋เดินคอตกกลับบ้าน พร้อมกระเป๋าที่หนักกว่าเดิมด้วยน้ำหนักแห่งความเศร้าและเสียใจ
            “แต่ไม่เคยเสียดาย”
            เพราะหากเวลาผ่านไปจนอายุ 60 แล้วพบตัวเองอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก เขาเสียใจกว่านี้แน่
            ในทางเดียวกัน หากผมเลือกส่งงานเขียนชิ้นนั้นไป ผมอาจไม่ได้รับคัดเลือก และถูกความรู้สึกบางอย่างย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจด้วยคำว่าไร้น้ำยาเสียด้วยซ้ำไป
            แต่แน่นอนว่าจะไม่มีคำว่า “เสียดาย” และ “โง่”
            เพียง 1 วินาทีแห่งความลังเลใจของเรา อาจตัดสินทุกวินาทีชีวิตถัดจากนั้นได้
            ครั้งหน้าหากผมลังเลอีก ช่วยชี้มาที่สันจมูกของผมพร้อมตีสีหน้าจริงจังด้วยแววตาดุดัน และเอ่ยชัดๆ ในคำว่า

            “แคลเซี่ยม”
            ใช่ที่ไหนล่ะ...
            Carpe Diem! 




คาร์เพเดี้ยม!

1 ความคิดเห็น:

  1. ถ้าวันนั้น...
    ถ้าวันนั้น...
    ถ้าวันนั้น...
    ผมก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ในหัวหลายครั้งเหมือนกันครับ
    รู้สึกเสียดายโอกาสหลายๆ ครั้งในชีวิต

    เรื่องนี้ช่วยให้เข้าใจเลยครับว่า บางครั้ง "เสียใจ" อาจดีกว่า "เสียดาย"

    ขอบคุณนะครับคุณคาร์เพเดี้ยม...

    ทุ้ย - -"

    ตอบลบ