-->
ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โลกอีกใบ


1
            มีคนเคยบอกว่าฝนตก “จั้กๆ”
            เขาเองก็เคยได้ยินเช่นนั้น แม้แต่ ซู่ ซ่า เปาะแปะ ก็แว่วหูมาบ้าง แต่ใครเล่าจะนิยามสรรพเสียงแห่งธรรมชาติได้คล้ายคลึงที่สุด เขาจึงไม่รู้จะเชื่อว่าเสียงที่ดังล้อมรอบอยู่นี้ ดังว่าอะไรดี แต่กระนั้น สิ่งที่บอกให้รู้ถึงฝนตกก็ไม่ได้มีเพียงโสตประสาทด้านเสียง เพราะความเปียกชื้น กลิ่น อุณหภูมิ หรือกระทั่งความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว ก็เป็นสัญญาณเตือนแห่งฝนได้เช่นกัน
            มันตกแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่เท่านั้นที่ดูจะเริงรื่น ต่างโน้มตัวไปมาตามแรงลม ชูกิ่งก้านพร้อมใบเขียวรองน้ำฝนสำราญใจ เป็นอารมณ์ตรงข้ามกับความเฉอะแฉะ วุ่นวายที่ปรากฏบนพื้น แก้วน้ำอัดลมจากร้านอาหารจานด่วนปลิวผ่านหน้าเขาไป มองข้ามไปยังอีกฟากของถนน ชาวเมืองเบียดเสียดกันใต้ชายคาอาคาร แต่เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ม้านั่งสาธารณะทรงยาวสีขาว บางส่วนของมันหลุดกร่อนเป็นแผ่น เผยให้เห็นเนื้อเหล็กด้านใน หลังคาพลาสติกเปราะบางที่กันได้เพียงแดดและปรอยฝนอ่อนๆ ไม่ช่วยคุ้มกันเม็ดฝนมหึมาเหล่านี้ได้ ทว่าเสื้อกันฝนที่คลุมร่างอยู่ยังทำหน้าที่ของมันได้ดี และข้างๆ นั้น ร่มขนาดกลางที่ดูไว้ใจได้ก็พร้อมเสมอสำหรับงานกลางแจ้ง
            หากจะหาคำตอบว่าทำไมเขาจึงไม่ใช้อุปกรณ์ที่อย่างฉลาด เพื่อพาตัวเองไปยังบ้านหรือแห่งหนอื่นที่ความอบอุ่นเข้าถึง – อาจต้องมีใครสักคนยอมทนฟังเรื่องอดีต
            มันเกิดขึ้นตั้งแต่ฝนเพิ่งมาเยือนใหม่ๆ หลังจากความอบอ้าวตั้งแต่ช่วงที่อาทิตย์เพิ่งตะกายขอบฟ้าขึ้นมา ตกบ่ายเมฆดำก่อตัว ส่งเสียงทวงอำนาจครืนคราม วายุพัดเตือนเป็นสัญญาณว่าอีกไม่ช้าสมรภูมิแห่งนี้จะคลุมด้วยความหนาวเย็น ชื้นแฉะ
            ที่สุดแล้วสายฝนก็เทลงมา จากสีหน้าของผู้คนละแวกนั้น เพียงผิวเผินก็เดาไม่ยากว่าพวกเขารักปรากฏการณ์นี้เพียงใด น้ำขังบนพื้นพร้อมกระโจนเข้าริมทางทุกครั้งที่ยานยนต์แล่นผ่าน ร่างเปียกชื้นอัดแน่นใต้ชายคาบริเวณนั้น ชายหนุ่มในชุดลำลองปรากฏตัว เสื้อยืดขาวชุ่มน้ำฝนแนบไปกับร่างผอมบาง สั่นเทาอยู่ในภาวะแห่งฝน ดูเข้ากันดีกับกางเกงยีนรัดขาสไตล์วัยรุ่นที่ไม่แห้งไปกว่ากัน เขาพยายามใช้แฟ้มพลาสติกแผ่เหนือหัว แม้ไม่เกิดประโยชน์เท่าไร
            ชายคาที่พอจะพึ่งได้ในละแวกนั้นไม่เหลือที่ว่างให้เขาอีกแล้ว จึงตัดสินใจมุ่งไปยังม้านั่งสาธารณะสีขาว ที่ผู้จัดทำอุตส่าห์ลำบากสร้างหลังคาพลาสติกบางๆ ไว้เพื่อให้ผู้ที่ตั้งใจมาหลบฝนได้เปียกฝนอยู่ดี แต่อย่างไรก็คงดีกว่าทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวี เปียกปอนกลางสายฝน
            สาวน้อยบนม้านั่งถูกห้อมด้วยสะเก็ดฝน ทุกอย่างดึงดูดสายตา เสื้อกันฝนสีชมพูใส กับร่มในสีโทนเดียวกันที่หุบพาดข้างตัว ไหนเลยจะดวงตากลมใต้คิ้วเรียวเข้มนั้นที่เหม่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เขาแอบมองแก้มขาวที่ประด้วยละอองฝนบางๆ ก่อนเธอจะรู้ตัวหันมามองอย่างไม่คะเขิน แต่เป็นเขาเสียเองที่ต้องหลบสายตา เสียงใสที่ผสมระหว่างความเป็นเด็กและหญิงสาวแทรกขึ้นกลางเสียงฝนที่ดังต่อเนื่องราวถนนถูกเจาะ แม้นุ่มนวล แต่ได้ยินชัด
            “ตรงนี้หลบไม่พ้น”
                ความรู้สึกพิสดารในใจที่ผุดขึ้นไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงนั้นหรอก... มันเป็นความรู้สึกชอบกลกับการทักทาย ในโลกที่ยากจะเอ่ยปากต่อคนแปลกหน้า เขากลับได้รับหยิบยื่น แม้รู้เต็มอกว่าสิ่งที่เธอบอกอย่างหวังดีเป็นความจริงแท้ แต่ด้วยประโยชน์ข้อแรกที่ว่าเขาจะไม่ถูกครหาเป็นพวกชอบทำตัวเหมือนพระเอกเอ็มวี บวกกับข้อสองที่มีหญิงสาวน่ารักเอ่ยปากคุยกับเขา ทำให้เขาไม่อาจริปฏิเสธพื้นที่แห่งนี้ได้
            เขาตอบเธอด้วยรอยยิ้มปนเขิน เธอเลิกคิ้วขึ้นราวกับบอกว่า ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่เขาก็แอบเห็นรอยยิ้มที่ซ่อนไว้บริเวณมุมปาก
            ฝนเริ่มเบาลง ปรอยอย่างสม่ำเสมอ ลมสงบท่าทีลงมาก แต่สังคมก็ยังรับได้หากเขาจะใช้ข้ออ้างเรื่องฝนเพื่อยืนตรงนี้ต่อไป และดูเหมือนเขาอยากจะอ้างเช่นนั้น
            “มีทั้งร่มและเสื้อกันฝน ทำไมยังนั่งอยู่?” ด้วยบริบทแวดล้อมเช่นนั้น คงไม่มีใครอุตริตีความไปว่าเขาอยากจะให้หญิงสาวในเสื้อกันฝนรีบลุกแล้วเดินกางร่มกลับบ้านไป
            “ไม่ได้มาหลบฝน”
            “แล้วทำไมต้องใส่เสื้อกันฝน”
            เธอเหลือบมองเขาด้วยยิ้มมุมปาก สายตาและคิ้วท่าทีฉงน เขาตอบคืนด้วยรอยยิ้มจริงใจที่ทำให้ตาของเขาบีบเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายสระอิ พลางใช้มือปาดน้ำฝนที่เกาะใบหน้า ร่างอันชุ่มแฉะก่อความเย็นเยียบไปทั้งตัว ทว่าหัวใจของเขายังเต้นได้ดี
            “มาดูฝน”
            ฟ้ามืดลง สวนทางกับแสงไฟนีออนแห่งเมืองหลวง เขายังคงอยู่ที่เดิม นั่งบนเก้าอี้ยาวสีขาวนั้นด้วยร่างเปียกชื้น เธอไปแล้ว พร้อมกับฝนที่คืนสู่ฟ้า ทิ้งไว้เพียงร่องรอยชุ่มฉ่ำตามพื้นบาทวิถี กิ่งก้านของต้นไม้ อาคารสูงใหญ่ รวมถึงหัวใจของเขา โดยไม่ฝากคำร่ำลา ดังคนไม่รู้จักกัน แต่นั่นก็ถูกของเธอแล้ว
           

2
            ชื่อว่าฤดูฝน แต่ไม่หมายความถึงฝนต้องเทลงทุกวัน บางวันอาทิตย์ยิ้มหน้าบาน ขณะที่คนเบื้องล่างคิ้วขมวด บางวันฟ้าขาวขุ่น เมฆฟูฟ่อง และนั่นหมายถึงการรอคอย คอยจนกว่าฝนจะตกอีกครั้ง ซึ่งฟ้าไม่ทำให้เขาคอยนานเกินสองถึงสามวัน
            เมฆครึ้มแต่เช้าตรู่ และฝนเทเมื่อตอนสาย ไม่รุนแรงแต่ส่งเสียงดังชัด เขากางร่มฝ่าไปยังสถานที่นั้น ก้าวเท้าย่ำไปบนพื้นนองน้ำอย่างละเมียดละไม ไม่ให้กระเซ็นมาถึงเสื้อยืดลายจอห์น เลนน่อน ตัวโปรด ต้นไม้ที่ปลูกไว้ข้างทางเพื่อซับควันพิษในเมืองกรุงยังเริงร่ากับน้ำฝนเช่นเคย มันสะบัดกิ่งก้านไปมาอย่างสำราญใจ
            เสื้อกันฝนคุ้นตากับเจ้าของคนเดิมปรากฏตัวให้เขารู้สึกสมหวัง เธอยังคงมองสูงไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย และหันสบตากับเขาทันทีที่รู้สึกตัวว่าเขามาใกล้ คิ้วของเธอแสดงอาการประหลาดใจเล็กๆ ก่อนหันกลับไปมองสายฝนเช่นเดิม
            ไม่มีสรรพเสียงอื่นใดนอกจากท่วงทำนองของน้ำฟ้าที่ตกกระทบวัตถุบนโลก ภาพชายหนุ่มร่างผอมยืนกางร่มใต้หลังคาพลาสติกบางนั้นยิ่งน่าขันเมื่อผสานกับสาวน้อยในเสื้อกันฝนสีหวานบนม้านั่งสีขาวข้างๆ
            เวลา ความสงบและหยาดฝนทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ จนเขาคิดว่าควรทำลายความเงียบนี้ลง
            “มาดูฝนหรอ”
            เธอหันหน้ามองเขา ดูคล้ายรอยยิ้มของเธอจะโผล่ออกมายากพอๆ กับฝนในฤดูหนาว เธอพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ ทำลายความหวังในการเริ่มบทสนทนาของเขาลงอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อย่างฉลาด
            “เราชอบเดอะบีทเทิลส์เหมือนกัน” เธอพูดถึงนักร้องนำที่สกรีนบนเสื้อยืด เขายิ้มอย่างปีติ และสานต่ออย่างมีชั้นเชิง
            “มิน่าถึงมองท้องฟ้า ลูซี่หรือ”
            “...” ดูเหมือนใบหน้าฉงนของเธอจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปแล้ว
            “ลูซี่อินเดอะสกาย”
            เธอหัวเราะคิกคัก ทำให้เขาได้เห็นรอยยิ้มของเธอที่กว้างกว่าทุกครั้ง อาจจะไม่กว้างที่สุด แต่มันทำให้เขาพอใจ และกล้าเปิดบทสนทนาใหม่
            “ทำไมต้องดูฝน?”
            บทสนทนาไม่เป็นไปอย่างกระชับ หากเชื่องช้า และถูกแทรกด้วยช่องว่างแห่งความเงียบอยู่เนืองๆ แต่เขาไม่รู้สึกว่ามันเป็นความเงียบอันน่าอึดอัดเลย
            “เราชอบดูฝน พอๆ กับคนที่ชอบดูพระอาทิตย์ตก”
            “ตรงนี้หลบไม่พ้น ทำไมไม่ดูที่อื่น”
            “ที่อื่น ก็มีคนอื่น”
            “ดูด้วยคนได้ไหม?”
            สิ้นประโยคของเขาความเงียบแทรกตัวนานเป็นพิเศษ
            “ฝนตกเพื่อให้คนรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว ถ้าดูสองคนก็ไม่ได้ความรู้สึกนั้น”
             ความเย็นเยียบของบรรยากาศอันชื้นด้วยน้ำฝนยิ่งทวีความหนาวเข้าในหัวใจเมื่อเขาได้ฟังคำตอบ พลางรู้สึกเป็นส่วนเกินอาจทำลายปรารถนาสู่ความโดดเดี่ยวของเธอ
            “นั่งได้นะ... ถ้าเมื่อย”
            เขาอาจคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่รับมือยากคนหนึ่งทีเดียว แต่เขาต้องนั่งลงข้างเธอเท่านั้น เพราะไม่มีอะไรจะควรทำมากกว่าสิ่งนี้อีก แม้กางเกงยีนของเขาอาจต้องชุ่มน้ำฝนที่เจิ่งอยู่บนม้านั่ง และเขาอาจต้องเดินกลับบ้านด้วยความเปียกอับชื้นภายในก็ตาม
            ทั้งสองต่างมุ่งสายตาไปข้างหน้า มองไปยังเม็ดฝนที่โปรยลงมาราวคนบนฟ้าต้องการหว่านเมล็ดแห่งความชุ่มชื้นลงบนพื้นโลก ไม่มีช่วงไหนของชีวิตที่รอบกายและรอบใจของเขาจะชุ่มชื่นเท่านี้อีกแล้ว หากไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไป เขาคิดว่าเธอกำลังอมยิ้ม...
            เม็ดฝนเริ่มหดตัว เสียงยานพาหนะ ความจอแจของผู้คนดังขึ้นแทนที่ ทุกอย่างย่อมมีวันเลิกรา โดยเฉพาะงานเลี้ยง และฝนตก
            เธอจากไปอย่างไม่รีรอเช่นเคย เพียงแต่ครั้งนี้ เธอเอ่ยคำลา
            เขาเดินยิ้มกลับบ้านอย่างคนบ้า


3
            หากฝนตกเป็นการแสดงอารมณ์ของท้องฟ้าและก้อนเมฆ คงไม่อาจแปลอย่างแคบๆ เพียงความหมายเดียว เพราะบางครั้งมันก็ตกอย่างน่ารัก พอให้ได้เย็นสบายราวกับหัวเราะ บางครั้งก็ตกอย่างชุ่มฉ่ำประหนึ่งร้องไห้ และในเวลานี้ มันตกอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมเสียงคำรามกึกก้อง ลมกรรโชกรุนแรง เธอจะอยากมองฝนที่กำลังโมโหเช่นนี้หรือไม่... เขาคิด
            นั่นคือเหตุที่ทำให้เขาต้องสรรหาเสื้อกันฝนมาให้ได้ พร้อมร่มที่แข็งแรงพอจะลุยสถานการณ์นี้ไปให้ถึงจุดหมาย มันคือความเป็นห่วง หรือความโหยหา ไม่อาจมีใครบอกได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ตาม
            แรงลมพัดต้านจนร่มเกือบหลุดมือเขาไปถึงสองครั้ง ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำใส่เสื้อกันฝนและใบหน้าละอ่อนอย่างไม่ปราณี เมฆทะมึนเบื้องบนลามไปทั่วท้องฟ้า ดังอสูรกายโกรธเกรี้ยว
             เพียงสิบก้าวก่อนถึงจุดหมาย แม้ม่านฝนกำบังแน่นหนา แต่เขารู้ดีว่าเธอนั่งอยู่ตรงนั้น ยังคงสม่ำเสมอในทุกอารมณ์ของฟ้าฝน แม้เพียงเสื้อกันฝนไม่อาจปกป้องได้ เธอยอมถูกชโลมด้วยหยาดฝน เพียงเพื่อได้เฝ้ามองมัน และคงดีไม่น้อยหากเขาได้เคียงข้างเธอในกาลนี้ บางทีเขาอาจแนะนำเธอให้ลองย้ายไปดูฝนในร้านกาแฟพร้อมเครื่องดื่มอุ่นๆ แทน
            แล้วภาพที่ดับความหวังของเขาให้หายไปกับเสียงห่าฝนก็ฉายขึ้น ประหนึ่งภาพยนตร์สะเทือนใจ เมื่อชายหนุ่มร่างสูง เจ้าของรูปร่างแบบสมัยนิยมกางร่มคันใหญ่เดินมาดมั่นเข้ามา เขาพูดคุยอะไรกับเธอนั้นคงมีแต่ฝนที่ล่วงรู้ แต่ไม่นานเขาก็จูงมือเธอเดินไปใต้ร่มคันใหญ่นั้น ห่างออกไปเป็นภาพเลือนรางของไฟท้ายรถเก๋งที่กระพริบเป็นจังหวะรอทั้งสองอยู่ เก้าอี้ขาวถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวกลางฝนที่กระเซ็นเซาะเข้ามาใต้หลังคาบาง บางทีเขาอาจเป็นแค่พี่ชาย หรือพ่อที่ไม่อยากให้ลูกสาวจับไข้ด้วยพฤติกรรมไม่จำเป็น หากแต่ชายหนุ่มในเสื้อกันฝนเพียงรู้สึกว่าเขาไม่อาจทำใจให้คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นได้อีก
            ฟ้าและฝนยังคงกระหน่ำลงมา มันตกจนร่มและหัวใจของเขาแทบละลาย


4
            คนเรามีโลกคนละใบ แต่เมื่อหลงเข้าไปอยู่ในโลกของใครสักคน เราอาจต้องติดอยู่ในนั้นอย่างช่วยไม่ได้ กระทั่งโลกใบนั้นไร้ซึ่งเจ้าของเดิมแล้วก็ตาม แต่เราจะยังคงอยู่ในโลกใบนั้นต่อไป อย่างเดียวดาย

            มีคนบอกว่าฝนตก “จั้กๆ”
            เขาเองก็เคยได้ยินเช่นนั้น แม้แต่ ซู่ ซ่า เปาะแปะ ก็แว่วหูมาบ้าง แต่ใครเล่าจะนิยามสรรพเสียงแห่งธรรมชาติได้คล้ายคลึงที่สุด
            บางทีอาจไม่ใช่ความจำเป็นที่ต้องนิยามห้วงเสียงเหล่านั้น เพราะยังมีสิ่งอื่นที่บอกได้ว่าฝนกำลังตก
            ไม่ใช่ความเปียกชื้น หรืออุณหภูมิ แต่เป็นความคิดถึงใครบางคน
                ภายในเสื้อกันฝนตัวนั้น เขายังคงนั่งอยู่ ในโลกของเธอ เฝ้าคิดถึงเจ้าของโลกคนเดิมที่ทำให้เขายังติดอยู่ไม่ไปไหน
                “ฮ้าดดด เช่ย!
            เขาติดโลกนี้เสียแล้ว


คาเมะคุง

7 ความคิดเห็น:

  1. ภาษาเรื่องนี้ ไม่ได้ใช้ลูกเล่นให้ตลกเหมือนทุกที
    บอกได้เลยครับว่าเรื่องนี้ไม่ตลก
    แต่ภาษาเรื่องนี้ดีมาก อ่านแล้วเพลินสุดๆ
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่กลางฝนนั้นเลย

    ชอบมากๆ ครับ (Y)

    ตอบลบ
  2. "คนเรามีโลกคนละใบ แต่เมื่อหลงเข้าไปอยู่ในโลกของใครสักคน เราอาจต้องติดอยู่ในนั้นอย่างช่วยไม่ได้"

    Like!

    ตอบลบ
  3. เห..
    เรื่องนี้ ไม่มีที่ติเลย
    ว้าว

    แต่เวลาอ่านแล้วจินตนาการเขาเป็นคนเขียนทุกที
    55555

    ตอบลบ
  4. ชอบเรื่องนี้ว่ะ

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ :3

    ตอบลบ
  6. ไม่ระบุชื่อ28 สิงหาคม 2555 เวลา 09:35

    เราอ่าน :)

    ตอบลบ
  7. ไม่ระบุชื่อ29 สิงหาคม 2555 เวลา 08:55

    อ่านแล้วอยากออกไปนั่งดูฝน ^^

    ตอบลบ